Share Post:

อธิษฐาน์ คงทรัพย์: เสียงจากครู สู่การศึกษาที่ยืดหยุ่นและโอบรับเด็กทุกคนเอาไว้

Read in 3 Minutes

ผู้เขียน: ศิริวรรณ สิทธิกา

ตัวเลขการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กไทยที่พุ่งสูงกว่า 1 ล้านคน ในปีการศึกษา 2566 และ 2567 จากการเปิดเผยของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ) สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เหลื่อมล้ำ ส่งผลกระทบเป็นคลื่นลูกใหญ่มาถึงด้านการศึกษา และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบไปถึงอนาคตของประเทศไทยอย่างไม่มีทางเลี่ยง หากปัญหานี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข

ครูเปิ้ล-อธิษฐาน์ คงทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนของโรงเรียน และการทำงานกับชุมชนหลายพื้นที่ 

หลายปีของการทำงานทำให้เธอมองเห็นปัญหาการศึกษาในหลายมิติ ตั้งแต่ระดับนโยบาย โรงเรียน ครู ไปจนถึงชีวิตของเด็กนักเรียนที่มีความหลากหลาย และมุมมองของเธอที่มีต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็ก ไปจนถึงหลักสูตรการศึกษา ก็ชวนให้เราตั้งคำถามใหม่ว่า ที่ผ่านมาเราเข้าใจบริบทการเรียนรู้ของเด็กมากแค่ไหน และกับดักที่ครูติดอยู่คืออะไร ถึงทำให้การเรียนรู้ของเด็กไม่เกิดสมรรถนะได้จริงเมื่อเรียนจบไป

เมื่อมองถึงระบบการศึกษาของไทย คำว่าเด็กในระบบ คือเด็กที่เรียนตามระบบหรือในรั้วโรงเรียนตามที่รัฐจัดให้ เด็กที่ไม่อยู่ในโรงเรียนจึงกลายเป็นเด็กนอกระบบ แต่การจัดการแบบนี้เหมาะสมแล้วจริงหรือ ครูเปิ้ลชวนเราคิดมุมกลับ แล้วตั้งคำถามต่อว่า การศึกษาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?

“คำว่าเอาเด็กกลับเข้าระบบ มันอาจเป็นมายาคติ” ครูเปิ้ลกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เพราะคำว่าในระบบหรือนอกระบบ มันคือเส้นแบ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ถ้าเราทำให้ทุกพื้นที่กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ได้ มันจะไม่มีคำว่าในระบบกับนอกระบบอีกต่อไป

“จากที่เคยทำโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กกลุ่มที่หลุดออกจากระบบ ไม่ใช่เด็กทุกคนอยากจะกลับเข้าสู่ระบบการเรียนในโรงเรียนนะ แต่เขาเลือกที่จะออกจากระบบนั้น นั่นแปลว่ามันมีบางอย่างในระบบปกติที่ไม่เหมาะกับเขา พอเห็นแบบนี้เรามองว่าการแก้ปัญหาอาจมีสองทางเลือก หนึ่งคือ ถ้าเรายังใช้ระบบนี้ เราจะปรับอะไรได้บ้าง สองคือ ทำยังไงให้สามารถเชื่อมรอยต่อระหว่างในระบบกับนอกระบบ ให้เด็กเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะกับเขาได้ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน”

เพื่อให้จำนวนเด็กหลุดจากระบบและเสี่ยงต่อการหลุดจากระบบที่เพิ่มมากขึ้น ครูเปิ้ลชี้ให้เห็นทางออกหลายประการที่ตอบโจทย์ “ในด้านจิตใจ มีเด็กจำนวนมากรู้สึกด้อยค่าหรือไม่เห็นคุณค่าในตัวเองเมื่ออยู่ในโรงเรียน อาจเพราะเขาไม่ถนัดทางวิชาการ แต่ถนัดด้านอื่น การอยู่นอกโรงเรียนจึงตอบโจทย์เขามากกว่า และการถูกบูลลี่หรือการใช้อำนาจบางอย่างของครูทำให้เด็กรู้สึกว่าพื้นที่โรงเรียนไม่ปลอดภัย ถ้าเราสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยในโรงเรียน เด็กจะมีที่ยืน ไม่หนีออกจากระบบ

“เรื่องปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เด็กมีปัญหากันเยอะมาก เขาเลยเลือกออกไปทำงานเลี้ยงชีพ แต่ถ้าเราสามารถผสานให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ให้อาชีพที่เขาเลือกเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ได้ แล้วมีระบบติดตามหรือสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้เด็กได้ ก็จะตอบโจทย์ชีวิตเขา เด็กไม่ต้องเสียโอกาสทั้งสองอย่าง

“สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเสริมการเรียนรู้ของเด็กคือเทคโนโลยีต่างๆ เช่น โครงการโรงเรียนมือถือของ กสศ. ทำให้เด็กไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกระบบสามารถเรียนรู้ผ่านออนไลน์ได้ กับอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากคือ ครูที่เอาใจใส่จะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เขากลับมาสู่การเรียนรู้ เด็กจะกลับมาสู่ระบบเพราะเขามีผู้ใหญ่ที่เขาไว้ใจ ครูทำให้เขารู้สึกปลอดภัย และดูแลชีวิตในมิติที่เขาขาดแคลน ไม่ใช่แค่สอนเรื่องวิชาการเพียงอย่างเดียว” 

ครูเปิ้ลเล่าว่า ในกลุ่มเด็กที่เลือกเดินออกจากระบบไปเอง การจะชักจูงเด็กกลับเข้าระบบไม่ได้ถูกปิดประตูตายเสียทีเดียว จากการทำงานที่ผ่านมา เธอพบว่าการจัดระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เป็นการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตและมีความหมาย เมื่อเด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของพื้นที่เรียนรู้นั้นด้วย จะชักจูงให้เด็กกลับเข้าสู่การเรียน และสร้างเด็กให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ของพื้นที่นั้นได้ 

“การทำให้การเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิภาพจึงมีหลายมิติ ระบบการจัดการควรต้องให้มีความยืดหยุ่น และทำให้สามารถดูแลเด็กได้ดีขึ้น แต่ในความเป็นมนุษย์ มิติความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญมาก และเป็นหัวใจที่จะทำให้เด็กเลือกเดินทางต่อไปในเส้นทางการเรียนรู้ของเขา นั่นคือเด็กได้รับการได้ยิน ได้รับการมองเห็น ได้รับการเข้าใจและรับฟังจากผู้ใหญ่หรือครูที่จริงใจและอยากสนับสนุนเขา”

ในวันที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และมีอัตราการเกิดลดลง เกมยาวของวันนี้คือผลกระทบในมิติของสังคมและเศรษฐกิจที่จะต่อเนื่องไปถึงอนาคต ในแวดวงการศึกษา จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงก็มีผลให้โรงเรียนเอกชนหลายแห่งต้องปิดตัว สาขาวิชาในบางคณะเรียนที่ไม่ตอบโจทย์ต้องถูกยุบ หรือมหาวิทยาลัยขนาดเล็กต้องยุติกิจการ อย่างไรก็ตาม ครูเปิ้ลมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตินั้น 

“ถ้าเรามองธรรมชาติว่ามนุษย์ทุกคนแตกต่างกัน แต่ระบบการศึกษาที่ผ่านมามันคือระบบโรงงานอุตสาหกรรม เข้ามาแล้วออกมาเป็นบล็อกเดียวกัน เพราะทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน แต่จริงๆ มนุษย์ไม่เคยเหมือนกัน ในวิธีการสอนเดียวกัน ครูคนเดียวกัน เด็กก็เก็บเกี่ยวความรู้ได้ไม่เหมือนกัน เพราะเขามีความถนัดหรือความสนใจที่แตกต่างกัน 

“เมื่อก่อนเรามีปัญหาว่าผู้เรียนเยอะเกินไป ครูน้อยเกินไป ทำให้การเรียนไม่มีคุณภาพ แต่ตอนนี้ผู้เรียนจำนวนลดลง นั่นแปลว่ามันถึงโอกาสที่เราจะสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพมากขึ้นได้เช่นกัน เพราะสัดส่วนครูหนึ่งคนอาจจะดูแลเด็กได้ทั่วถึงมากขึ้น วิธีการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ที่ตอนนี้เป็นกระแสเกิดขึ้นทั่วโลก คือการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เฉพาะรายบุคคล (Personalize Learning) เด็กที่ได้รับการดูแลแบบรายบุคคล เขาจะรับรู้ได้ถึงการได้รับความสำคัญ และการได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียนจริงๆ จะทำให้เขารู้สึกมีความเป็นเจ้าของ มีแรงจูงใจและตั้งใจเรียนรู้สิ่งนั้น แล้วเขาจะพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ”

นอกจากมาตรการ Thailand Zero Dropout เพื่อพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบด้วยการมอบทุนการศึกษาของรัฐ ครูเปิ้ลมองว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีที่จะเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และการศึกษาได้เช่นกัน

“เราพยายามสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งวิธีการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการ การกระจายงบประมาณ และอีกข้อเรียกร้องหนึ่งของเราคือ การปลดล็อกระเบียบหรือการสั่งการแบบใช้อำนาจกดทับโดยไม่รับฟังเสียงครู หากเอาสิ่งนี้ออกไปได้ จะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ครูได้สร้างสรรค์และสร้างการเรียนรู้ที่ดีได้มากขึ้น ที่ผ่านมาเรามีความพยายามที่จะขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งตัว พ.ร.บ.ก็มีการเปิดช่องที่ยืดหยุ่นพอสมควร แต่พอลงมาในภาคปฏิบัติจริงๆ วิธีคิดของคนทำงานก็ยังมีติดล็อกอะไรบางอย่างในความกลัวเรื่องระเบียบ เรื่องผิดกฎ เลยทำให้ขยับได้ยาก ถ้าปลดล็อกนี้ได้ก็จะดี

“อีกเรื่องหนึ่งคือเราใช้หลักสูตรแห่งชาติมายาวนานตั้งแต่ปี 2550 และยังไม่เคยถูกเปลี่ยนให้มีความเท่าทันโลกและสังคม ถ้าสามารถขยับตรงนี้ได้ จะเปิดช่องให้เราได้สร้างสรรค์การศึกษาที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีขึ้น”

ส่วนเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่การเป็นหลักสูตรแห่งชาติ ครูเปิ้ลมองว่าตัวหลักสูตรมีหลักคิดที่ดีมาก แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้กับสังคมเพราะยังเป็นเรื่องใหม่ในไทย และเธอได้เสนอทางออกที่น่าสนใจ

“ช่วง 4-5 ปีก่อน กระทรวงศึกษาฯ ประกาศว่าจะมีการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ก็เกิดกระแสขึ้นสองกระแส หนึ่งคือกระแสสนับสนุน เพราะโลกการศึกษายุคใหม่มาในแนวทางนี้ มันเป็นการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตได้จริง รวมทั้งการทำงานเลี้ยงชีพด้วย แต่อีกกระแสหนึ่งก็คือกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจและหวาดกลัวว่าสมรรถนะคืออะไร ครูก็ปั่นป่วนและมีแรงต้านเยอะมาก ตีความกันไปใหญ่โตว่าจะสร้างเด็กที่ไม่เชื่อฟัง และมีเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย

“แต่ถ้าจะกลับมาตั้งหลักกันใหม่ นอกเหนือไปจากเชิงนโยบายแล้ว เราต้องทำความพร้อมให้ครูก่อน ทำให้ครูเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ภัยคุกคาม ไม่ใช่อะไรที่แปลกประหลาด มันคือแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ครูนั่นแหละ ครูอยากจะวัดว่าเด็กได้อะไรไปบ้างจากการเรียนกับฉัน ก็ไปวัดที่ความสามารถของเด็ก ซึ่งมีวิธีวัดผลที่เปิดกว้างและทำได้หลากหลายมาก

“และเราต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมด้วย เพราะเป็นธรรมดาที่คนเราเมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรก็จะกลัวและต้านไว้ก่อน เพราะไม่อยากเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเมื่อไรเราเริ่มเห็นแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคาม แต่คือประโยชน์กับสังคมโดยรวม ก็จะทำให้มีกระแสการเข้ามามีส่วนร่วมและร่วมกันขับเคลื่อนโดยไม่เกิดแรงต้าน แรงเสียดทานหรือความสับสนความไม่เข้าใจมันก็จะลดลง 

“สิ่งหนึ่งที่อาจจะทำได้นอกเหนือจากปูพื้นฐานของครูและให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้แบบนี้ได้ ก็คือตัวของผู้ปกครอง ถ้าไปทำความเข้าใจใหม่กับพ่อแม่ว่าการเรียนรู้แบบนี้ลูกจะได้มากกว่าความรู้ แต่ได้ความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนกว่าไปด้วย ก็จะช่วยทำให้ผู้ปกครองที่เข้าใจมาช่วยกันทำให้การเปลี่ยนแปลงในระดับโรงเรียนเกิดขึ้นได้จริง และอาจกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ร่วมกันกับโรงเรียนได้ด้วย เพราะผู้ปกครองก็มีความสามารถมีอาชีพที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้เด็กได้

“ส่วนภาคของเอกชน หรือผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่จะต้องรองรับเด็กเหล่านี้เข้าทำงานในอนาคต ถ้ามีความเข้าใจและเห็นความสำคัญ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนหรือทำไปด้วยกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย”

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่การมีจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ครูเปิ้ลแบ่งปันประสบการณ์ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จว่า ครูและผู้ปกครองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง 

“เรามองว่าการที่มีคนไม่เข้าใจและตั้งคำถาม มันเป็นโอกาส เพราะก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่าแบบเก่าไม่ใช่หลักสูตรที่ใช่อีกต่อไป พอเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งจะเปลี่ยน เขาก็อยากมาร่วมกับเรา การที่โรงเรียนเราสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนหนึ่งมาจากครู ตอนเราเปิดรับครูเราไม่ได้จำกัดว่าต้องจบครูโดยตรง แต่ขอให้เป็นครูที่เปิดใจเรียนรู้และมีความรู้ความสามารถในการสอนที่น่าสนใจ เพราะคนที่รักที่จะสอน หลงใหลในวิชาหรือศาสตร์ที่เขาเรียนรู้มา เขาทำการศึกษาได้น่าสนใจและดีมากๆ มีความสร้างสรรค์และมีจิตวิทยาที่เข้าใจเด็ก 

“ข้อดีของโรงเรียนสาธิต คือเราเป็นโรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอิสระในการเปิดรับสมัครบุคลากร เราเลือกคนที่มีทัศนคติปรับจูนกันได้ มีความสามารถอย่างที่เราอยากได้ การเปิดกว้างแบบนี้ทำให้เราได้คนเก่งมาจากหลากหลายสาขา และได้ครูที่มีชีวิต มีความสุขในการสอน เกิด community ของครูที่เรียนรู้จากกันและกันภายใต้การออกแบบของโรงเรียน 

“กลุ่มของพ่อแม่ผู้ปกครองก็สำคัญมาก ตอนที่เราเปิดสอนปีแรก เรามีผู้ปกครองที่เป็นหน่วยกล้าตาย คือผู้ปกครองที่ไม่อยากให้ลูกเรียนตามระบบปกติ อยากให้ลูกมีพื้นที่ที่เป็นตัวของตัวเอง ได้เรียนรู้แบบองค์รวมมากขึ้น และมีความสนใจเฉพาะด้านที่อยากได้รับการยกระดับความสามารถนี้ ปีแรกๆ เราเปิดรับ 150 คน แต่ก็มีเข้ามาสัก 100 คน แม้จะไม่ถึงเป้าแต่ก็เป็นกลุ่มคนที่ใช่ แล้วเรามีกระบวนการทำงานกับพ่อแม่ เป็นค่ายครอบครัวสาธิต เพื่อจูนกันก่อนว่าเด็กจะเข้าสู่การเรียนรู้ผ่านกระบวนการ  Active Learning ที่เด็กจะลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการเรียนรู้มากขึ้น ต้องทำกิจกรรม และพ่อแม่เองก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นอย่างนี้ เรียกได้ว่าทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองเป็นฝ่ายเลือกกันและกัน 

“ส่วนตัวหลักสูตรโรงเรียนก็พัฒนาขึ้นเอง โดยตีโจทย์จาก pain point ที่เราเห็นในสังคม หรือในระบบการศึกษาที่ผ่านมา คือไม่ทำตามของเดิมแต่สร้างของใหม่ เหนืออื่นใดนอกจากตัวหลักสูตรคือพื้นที่และวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันในองค์กร ที่เน้นพื้นที่การรับฟัง ไม่ใช่แบบอำนาจสั่งการ เวลาที่โรงเรียนจะทำอะไร เรามีการเปิดพื้นที่รับฟังและระดมความคิดเห็น คำตอบที่ได้ร่วมกันจะทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของร่วม แล้วเขาจะเต็มที่ในการทำให้เกิดผล มากกว่าการสั่งโดยผู้มีอำนาจที่อาจได้ผลเร็วก็จริงแต่ไม่ยั่งยืน”

บทสนทนากับครูเปิ้ลเป็นสิ่งย้ำเตือนว่า ปัญหาการเรียนรู้ของเด็กอาจไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวเด็กหรือปัญหาด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือภาพสะท้อนของระบบการศึกษาที่อาจติดกับดักของมายาคติและกฎระเบียบบางอย่าง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และปลดล็อกอำนาจที่กดทับศักยภาพครู ให้ครูสามารถสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้อย่างยืดหยุ่น จะสามารถสร้างการเรียนรู้ที่เกิดสมรรถนะต่อตัวเด็กได้ดียิ่งกว่า

บทความอื่นๆ

โลกยุคใหม่ต้องการความคล่องตัวในการตัดสินใจ แล้วเมื่อไหร่การศึกษาไทยจะออกจากการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง!!

Read in 3 Minutes ผู้เขียน : อภิชญา โออินทร์ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่การศึกษาจะไว้ใจโรงเรียนและพื้นที่ให้กำหนดอนาคตของเด็กไทยมากขึ้น?

อ่านต่อ
Scroll to Top