Share Post:

ดร.บังอร เสรีรัตน์: พัฒนาผู้เรียนด้วยฐานสมรรถนะ หัวใจของการศึกษาไทยหากต้องการตามโลกให้ทัน

Read in 3 Minutes

ผู้เขียน : ศิริวรรณ สิทธิกา

ดร.บังอร เสรีรัตน์: พัฒนาผู้เรียนด้วยฐานสมรรถนะ หัวใจของการศึกษาไทยหากต้องการตามโลกให้ทัน

ในโลกที่หมุนเร็วจนเราแทบตามไม่ทัน มีคำถามหนึ่งที่ก้องอยู่ในแวดวงการศึกษาไทยอยู่เสมอคือ เรากำลังเตรียมเด็กๆ ของเราให้พร้อมสำหรับโลกกำลังมาถึงแล้วหรือยัง? อีกทั้งผลการประเมินทางการศึกษาของไทย ยังสะท้อนสัญญาณที่น่ากังวล ไม่ว่าคะแนน PISA ที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และช่องว่างระหว่างเด็กที่ก้าวหน้าได้กับเด็กที่ยังไปไม่ถึง 

ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เสรีรัตน์ ผู้คลุกคลีอยู่กับการพัฒนาผู้เรียนฐานสมรรถนะมาตั้งแต่ปี 2560 ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ปรับระบบการเรียนรู้สู่ฐานสมรรถนะ ประเทศเหล่านั้นมีสัดส่วนของผู้เรียนที่ ‘เก่ง’ มากกว่า ‘อ่อน’ อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาของไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ

เสียงแห่งความจริง: ทำไมต้องเป็นสมรรถนะ 

“อาจเป็นเพราะทุกคนเริ่มเห็นภาพเดียวกันแล้วว่ามันจำเป็นต้องทำ” ดร.บังอรเริ่มต้นเล่า พร้อมยกข้อมูลแสดงระดับความสามารถของนักเรียนไทยเปรียบเทียบกับชาตินานาประเทศมายืนยัน ซึ่งภาพที่เห็นนั้นแสดงความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ประเทศที่จัดการศึกษาฐานสมรรถนะมานาน จากกราฟที่แสดงจะเห็นว่าเขามีเด็กเก่งเยอะมาก มีเด็กที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่น้อย” แต่เส้นกราฟของเด็กไทยกลับตรงกันข้าม ด้วยแถบสีที่ชี้ว่าเด็กเก่งมีอยู่น้อยนิด แต่เด็กที่ยังต้องการการพัฒนามีอยู่จำนวนมากกว่าหลายเท่า 

“นั่นแปลว่าเรายังปล่อยให้เด็กจำนวนมากไปไม่ถึงศักยภาพที่แท้จริง และเป็นคำตอบว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยน” เธออธิบายผ่านกราฟแสดง ก่อนชี้ให้เห็นว่า ความจำเป็นในการปรับสู่ฐานสมรรถนะ ไม่ใช่เพียงเพราะคะแนนสอบตกต่ำ แต่เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันจะรองรับได้ 

“ประเทศที่ปรับตัวทัน เขาเห็นผลชัดมาก เด็กไม่ได้แค่จำได้ แต่รู้แล้วใช้เป็น แก้ปัญหาได้จริง ส่วนของเรายังติดอยู่ตรงคำว่า ‘มีความรู้’ แต่ยังไม่ ‘ใช้ความรู้’ นี่คือสิ่งที่ต้องเปลี่ยน”

เธอยังกล่าวถึงข้อมูลการประเมิน PISA อีกว่า เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม “ทุกครั้งที่ประกาศผล PISA เราตกใจอยู่พักหนึ่งแล้วก็เงียบไป ทั้งที่มันสะท้อนว่าเด็กไทยยังขาดทักษะการคิดและการใช้ความรู้ในชีวิตจริง ถ้าไม่ปรับตอนนี้ เราจะยิ่งทิ้งระยะห่างจากโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ”

สมรรถนะ” ที่แท้จริงคืออะไร?

เมื่อพูดถึงความหมายของคำว่า ‘สมรรถนะ’ ดร.บังอรกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า แม้จะเป็นคำที่คุ้นหูในวงการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย “สมรรถนะคือการใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ในสถานการณ์จริง อย่าใช้คำว่า ‘มีสมรรถนะ’ แต่ให้พูดว่า ‘ใช้สมรรถนะ’ เพราะบางคนมีความรู้เยอะ แต่ใช้ไม่เป็น ก็ไปไม่ถึงคำว่าสมรรถนะ”

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เธอยกแนวคิด ‘บันได  4 ขั้นของสมรรถนะ’ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องค่อย ๆ ก้าวผ่านจากพื้นฐานไปสู่การใช้จริง มาอธิบาย โดยบันได 4 ขั้นนั้นประกอบด้วย 

ขั้นที่ 1 ผู้เรียนได้รับความรู้พื้นฐาน เข้าใจแนวคิดหลักของสิ่งที่เรียน

ขั้นที่ 2 ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในบริบทที่คุ้นเคย เช่น การทำแบบฝึกหัด การทดลอง หรือการจำลองสถานการณ์

ขั้นที่ 3 ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ใหม่ เชื่อมโยงความเข้าใจข้ามสาขาวิชา และเริ่มเห็นการใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาจริง

ขั้นที่ 4 ผู้เรียนใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอย่างบูรณาการในชีวิตจริง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และสร้างคุณค่าใหม่จากสิ่งที่เรียน

“โรงเรียนไทยส่วนใหญ่ยังไปได้ไม่ถึงขั้นสุดท้าย เรามักหยุดอยู่ที่ขั้นที่สอง คือเรียนรู้แล้วประยุกต์ใช้เล็กน้อยถึงปานกลาง มันไปไม่สุด การจะรู้ได้ว่าเด็กมีสมรรถนะหรือไม่ เราต้องจัดสถานการณ์ให้เขาลองทำดู ถ้าเขาทำได้จริง นั่นแหละถึงจะพูดได้ว่า ‘มีสมรรถนะ’ ไม่ใช่แค่เรียนจบหน่วยนั้นไปเฉย ๆ”

จะพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนได้อย่างไร?

ดร.บังอรเปรียบไว้อย่างเห็นภาพว่า การพัฒนาสมรรถนะเหมือนการเดินทางไกล ที่ต้องอาศัยการออกแบบการเรียนรู้ที่ครบองค์ประกอบ

“หลายคนพอนึกถึงสมรรถนะ ก็จะนึกถึง Active Learning แต่ถ้าคิดแค่นี้ ทำแค่นี้ ยังเสี่ยงอยู่ ต้องเพิ่มการ ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ หรือใช้ในชีวิตจริงเข้าไปด้วย โดยเริ่มจากการเตรียมก่อนเลย ทำอย่างไรให้เด็กกระหาย อยากเรียน อยากทำ มีความมุ่งมั่น พอเราเริ่มต้นตรงนี้ได้ แม้จะเสียเวลาไปเท่าไรก็อย่าไปสนใจ เพราะนั่นคือฐานรากที่สำคัญที่สุด”

ในทางปฏิบัติ เธอได้มองเห็นแนวทางที่เป็นทางเลือกให้โรงเรียนอยู่ 3 ลักษณะ 

“ลักษณะที่ 1 เล็กๆ น้อยๆ ค่อยๆ เกิด คือโรงเรียนมีแผน 2-3 ชั่วโมง แล้วสอนเด็กตามแผน แต่ผลสำเร็จจะเห็นได้น้อย ลักษณะนี้ใช้สำหรับการเริ่มต้นได้ แต่ถ้าใช้ตลอดไป โอกาสเกิดสมรรถนะจะยากมาก”

“ลักษณะที่ 2 มากมาย มั่นคง คือการพัฒนาผ่านหน่วยการเรียนรู้ใหญ่ๆ ที่เชื่อมกับชีวิต เชื่อมกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เห็น เชื่อมกับความหมายที่ใกล้ตัวเขา ผลสำเร็จจะได้มาก

“ลักษณะที่ 3 กำไร เชื่อมใช้ในชีวิต ทำแล้วมีแต่กำไร แต่เรามักจะลืม คือการใช้สิ่งรอบตัว ในโรงเรียนมีสถานการณ์ มีจุดให้เด็กได้พัฒนาสมรรถนะมากมาย แต่เราไม่ได้มองเห็น ไม่ได้วิเคราะห์ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เด็กเกิดสมรรถนะอะไรได้”

โรงเรียนควรเริ่มต้นอย่างไร?

“ต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ถอดด้าม หลายโรงเรียนทำมานานแล้ว และประสบความสำเร็จด้วย เพียงแต่ไม่เรียกว่าสมรรถนะเท่านั้นเอง” ดร.บังอรชวนมองมุมกลับ ก่อนเสนอทางเดินให้ 2 เส้นทางสำหรับโรงเรียนที่ต้องการเริ่มต้น 

“เส้นทางที่ 1 ทุกโรงเรียนทำได้ และเป็นแนวทางที่ดิฉันสนับสนุน คือให้เริ่มต้นจากการเรียนรู้ฐานสมรรถนะในห้องเรียนเราก่อน ลงมือทำ พัฒนาสมรรถนะเด็กไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ ถอดบทเรียนจากสิ่งที่เราทำ เพื่อเอามาทำเป็นหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ แล้วนำหลักสูตรไปใช้ เส้นทางนี้สร้างความสุข เพราะเราจะทำไปเรียนรู้ไปเรื่อยๆ พอมีหลักสูตรที่มาจากประสบการณ์จริงของเราเมื่อไหร่ เราจะมีความสุขมากๆ”

“ส่วนเส้นทางที่ 2 คือทำหลักสูตรก่อนแล้วค่อยนำไปใช้ ทางนี้จะเหมาะกับโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรม แต่ต้องระวัง เพราะมันมีปรากฏการณ์ 3 อย่างที่จะเกิดขึ้นได้ เลือกได้เลยว่าอยากให้โรงเรียนเป็นแบบไหน แบบที่หนึ่งคือ ‘โกลาหลสับสนและทุกข์ทน’ อันนี้เกิดกับคนที่ทำหลักสูตรพอเป็นพิธี เวลาเอาไปใช้จริงมันเลยวุ่นวายไปหมด แบบที่สองคือ ‘อึดอัดเล็กน้อยไม่สบายตัว’ คือรู้หมดว่าหลักสูตรเป็นอย่างไร ทำเป็นเล่มอย่างดี แต่พอทำจริงมันก็จะมีบางมุมที่ต้องปรับ ต้องแก้ แต่ถ้าอยาก ‘สบาย ๆ’ ต้องนำประสบการณ์เดิมมาใช้ ต้องเข้าใจมันจริง ๆ ในขณะที่ทำ”

อย่างไรก็ตาม บนเส้นทางสายใหม่นี้ยังมีความเชื่อบางอย่างที่อาจทำให้ไขว้เขว “เช่น สมรรถนะต้องเกิดในเวลาเรียน ครูเท่านั้นที่ทำ เมื่อใดก็ตามที่ไม่ใช่ครูลงมือทำ เด็กจะไม่ตื่นรู้ ทั้ง ๆ ที่นอกห้องเรียนบางครั้งเกิดขึ้นมากกว่า การเปิดใจให้กว้าง จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนาผู้เรียนได้รอบด้านและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

4 หัวใจของการเดินทางสู่สมรรถนะ 

ดร.บังอรได้ให้ข้อคิด 4 ข้อเป็นการส่งท้าย ซึ่งเปรียบได้กับหัวใจของการเดินทางสู่สมรรถนะ ประกอบด้วย การเข้าใจหลักการที่ชัดเจน ทำไปเรียนรู้ไปเพื่อความเข้าใจที่ลุ่มลึก การพัฒนาสมรรถนะที่เกิดผลต้องอาศัยลมใต้ปีกที่หนุนเสริม ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ  และสุดท้ายคือ ต้องเปิดใจให้กว้างรับแนวทางที่หลากหลายและชวนผู้เรียนกับผู้ปกครองมาทำงานด้วยกัน  

จากคำอธิบายของเธอทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า  ‘ฐานสมรรถนะ’ ไม่ใช่เพียงแนวทางใหม่ของการศึกษาไทย แต่คือการเปลี่ยนมุมมองต่อการเรียนรู้ทั้งหมด จากการสอนเพื่อให้ ‘รู้’ ไปสู่การเรียนเพื่อ ‘ใช้’ และเปลี่ยนจากการวัดผลในกระดาษ ไปสู่การดูว่าผู้เรียนสามารถใช้ความรู้เพื่อสร้างชีวิตได้จริงหรือไม่

“สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเด็กมีอะไรอยู่ในหัว แต่เขาเอาสิ่งนั้นไปใช้สร้างอนาคตได้ไหม” คำกล่าวนี้ของดร.บังอร อาจเป็นคำตอบที่ลึกซึ้งที่สุดต่อคำถามที่ว่า เหตุใดการศึกษาไทยจึงต้องเดินหน้าสู่การพัฒนาผู้เรียนด้วยฐานสมรรถนะ?

บทความอื่นๆ

โลกยุคใหม่ต้องการความคล่องตัวในการตัดสินใจ แล้วเมื่อไหร่การศึกษาไทยจะออกจากการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง!!

Read in 3 Minutes ผู้เขียน : อภิชญา โออินทร์ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่การศึกษาจะไว้ใจโรงเรียนและพื้นที่ให้กำหนดอนาคตของเด็กไทยมากขึ้น?

อ่านต่อ

เสียงสะท้อนจากห้องเรียน: ผ่าวิกฤติการศึกษาไทยผ่านมุมมองผู้ปฏิบัติงานจริง

Read in 3 Minutes ผู้เขียน : อภิชญา โออินทร์ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี

อ่านต่อ
Scroll to Top