Share Post:

โลกยุคใหม่ต้องการความคล่องตัวในการตัดสินใจ แล้วเมื่อไหร่การศึกษาไทยจะออกจากการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง!!

Read in 3 Minutes

ผู้เขียน : อภิชญา โออินทร์

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่การศึกษาจะไว้ใจโรงเรียนและพื้นที่ให้กำหนดอนาคตของเด็กไทยมากขึ้น?

ขณะที่โลกหมุนเร็วท่ามกลางคลื่นความท้าทายใหม่กำลังถาโถมเข้ามาแต่อำนาจของสถานศึกษาในการบริหารจัดการตนเองให้รับมือได้ทันยังมีอยู่อย่างจำกัด จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า มันคงถึงเวลาที่การกระจายอำนาจทางการศึกษาให้เป็นของสถานศึกษาแต่ละแห่งจะต้องเกิดขึ้นเสียที เพื่อปรับตัวให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ และให้สอดคล้องความเฉพาะของแต่ละภูมิภาค

ขณะที่โลกหมุนเร็วและความท้าทายใหม่ถาโถมเข้ามา ระบบการศึกษาไทยยังคงรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้สถานศึกษาและพื้นที่มีอำนาจจำกัดในการบริหารจัดการและปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรกระจายอำนาจหรือไม่” แต่คือ ถึงเวลาหรือยังที่โรงเรียนและพื้นที่ควรมีอิสระในการออกแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง เพื่อให้เด็กเติบโตได้เต็มศักยภาพ

✨ หลักฐานเชิงประจักษ์จากหลายประเทศชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ งานวิจัยในกลุ่ม OECD พบว่า เมื่อท้องถิ่นมีอำนาจด้านการเงินหรือการจัดเก็บรายได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามักสูงขึ้น และเมื่อโรงเรียนมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องหลักสูตรและบุคลากร คุณภาพการศึกษาจะดีขึ้นอย่างชัดเจน ประเทศที่มีผลลัพธ์การศึกษาดี เช่น เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เบลเยียม สหราชอาณาจักร เอสโตเนีย หรือ นิวซีแลนด์ ต่างใช้รูปแบบการบริหารการศึกษาที่กระจายอำนาจ

❗ อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้โรงเรียนทำทุกอย่างตามลำพัง แต่คือการ ปรับบทบาทรัฐจาก “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้กำกับมาตรฐานและสนับสนุนระบบ” เพื่อให้พื้นที่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีอิสระ พร้อมกับมีระบบรับผิดชอบที่ทำให้คุณภาพการศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

1️⃣ พื้นที่และโรงเรียนเข้มแข็ง: การกระจายอำนาจจะสำเร็จได้ ต้องทำให้พื้นที่ และโรงเรียนมี 3 เสาหลักที่เข้มแข็ง ได้แก่ ความเป็นอิสระ (Autonomy) การสนับสนุนขีดความสามารถ (Capability) และ กลไกความรับผิดชอบ (Accountability)

บทเรียนจากสวีเดนและ OECD พบว่า การกระจายอำนาจต้องทำคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร ทั้งคุณครูผู้สอน ผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหลีกเลี่ยงภาระงานที่ล้นเกิน และสร้างความพร้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานรวมศูนย์มาสู่การทำงานแบบกระจายอำนาจ รวมถึงเปิดเผยผลสัมฤทธิ์ต่อสาธารณะเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบต่อผู้เรียนและชุมชน 

2️⃣ ส่วนกลางหนุน: ในขณะที่โรงเรียนและพื้นที่ขับเคลื่อนด้วยสามเสาหลัก หน่วยงานส่วนกลางมีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักประกันว่าระบบการศึกษาจะมีความรับผิดรับชอบและมีความเสมอภาค ด้วยระบบสนับสนุนที่ยืดหยุ่น ประกันมาตรฐานคุณภาพ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความร่วมมือทุกระดับ บทเรียนจากอาร์เจนตินา และชิลีพบว่า อิสระในการเลือกโรงเรียนของผู้ปกครองและอิสระในการบริหารจัดการและกำหนดหลักสูตรของโรงเรียน เป็นดาบสองคม ที่หากไร้ซึ่งการประกันคุณภาพและการสนับสนุนของรัฐ จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่กว้างกว่าเก่า การกำกับและหนุนการยกระดับคุณภาพทางการศึกษาที่ยืดหยุ่น จึงเป็นตัวช่วยประกันให้เกิดความเสมอภาคระหว่างสถานศึกษา และระหว่างพื้นที่ได้ 

3️⃣ สังคมจับตาและอุ้มชู: การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการกระจายอำนาจตัดสินใจไปสู่บุคลากรภายในโรงเรียน ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้มีส่วนร่วมและอำนาจต่อรอง บทเรียนจาก OECD ฟินแลนด์ สิงคโปร์ และเอสโตเนียบอกเราว่า ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพนี้จะช่วยพยุงสามเสาหลักของการกระจายอำนาจ ให้เข้มแข็งและนำไปสู่คุณภาพได้อย่างที่คาดหวัง เราสามารถเปลี่ยนผู้ปกครอง ผู้เรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากฐานะ “ลูกค้า” ให้เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” หรือผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการศึกษาที่มีอำนาจในการตัดสินใจร่วมกัน และช่วยปกป้องผู้เรียน 

💖 สำหรับประเทศไทย เราไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทุกอย่างแต่ต้น เพราะเรายังมีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) สถานศึกษานำร่อง ที่ริเริ่มการใช้โมเดลอิสระในด้านต่าง ๆ ในการบริหารจัดการเรียนการสอนมาแล้ว บทเรียนและกรณีศึกษาจากพื้นที่ดังกล่าว จะสามารถต่อยอดไปเป็นต้นแบบในการกระจายอำนาจการศึกษาสู่พื้นที่การศึกษาได้

สำหรับคำถามที่ว่า ถึงเวลาแล้วไหม? … คำตอบอยู่ในใจคุณแล้ว

อ่านรายงานการศึกษาเรื่องการกระจายอำนาจ และข้อเสนอเพื่อการกระจายอำนาจทางการศึกษา ทางรอดของอนาคตเด็กไทย ในโลกที่ผันผวน ได้ที่

บทความอื่นๆ

Scroll to Top