Share Post:

เสียงสะท้อนจากห้องเรียน: ผ่าวิกฤติการศึกษาไทยผ่านมุมมองผู้ปฏิบัติงานจริง

Read in 3 Minutes

ผู้เขียน : อภิชญา โออินทร์

ความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาจำนวน 111 ท่าน (ครู 50%, ผู้อำนวยการ 30%, และศึกษานิเทศก์/อื่นๆ 20%) โดยในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 เป็นบุคลากรในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่ฝังรากลึกไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่ระบบระเบียบที่เหนี่ยวรั้งการพัฒนา 

เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ เสียงส่วนใหญ่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อ “ปลดล็อกศักยภาพและความหลากหลาย” ของสถานศึกษา ผ่าน 3 ประเด็นหลัก:

  • ปฏิรูปหลักสูตร (44.14%): เปลี่ยนจากหลักสูตรปี 51 ที่เน้นการท่องจำ สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่เน้นทักษะใช้ได้จริงและการคิดขั้นสูง
  • ทลายขีดจำกัดเชิงนโยบาย (39.64%): ยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ขัดขวางการบริหารงานบุคคลและงบประมาณ เพื่อให้โรงเรียนมีความคล่องตัว
  • กระจายอำนาจ (32.43%): คืนอำนาจการตัดสินใจให้โรงเรียนและพื้นที่ แทนการสั่งการตรงจากส่วนกลาง (Top-down)

“เราต้องการความชัดเจนของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อแต่ไส้ในเหมือนเดิม และที่สำคัญคือต้องลดการสั่งการจากบนลงล่าง เพื่อให้เราได้สอนในสิ่งที่เด็กในพื้นที่ต้องใช้จริงๆ” 

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน (81.98%) คือภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน บุคลากรผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า 3 งานที่ควร “ตัดออก” ทันทีเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน ได้แก่

  1. งานธุรการ/พัสดุ/การเงิน (74.8%) ควรมีเจ้าหน้าที่เฉพาะทางดูแล
  2. การทำรายงานเอกสารประเมินผลโครงการ (62.2%) ที่มักเน้นปริมาณกระดาษมากกว่าคุณภาพ
  3. การเข้าร่วมกิจกรรม/ประกวดตามนโยบาย (54.1%) ที่สร้างภาระแต่ไม่ได้ตอบโจทย์การเรียนรู้

เสียงสะท้อนจากครูในพื้นที่ระบุว่าพวกเขาไม่ได้เพียงแค่เหนื่อยจากงานที่เพิ่มขึ้น แต่พวกเขากำลัง “หมดศรัทธา” ต่อระบบประเมินที่เน้นเพียงความสวยงามของรูปเล่มรายงาน 

“เราถูกบีบให้เป็นนักสร้างภาพกราฟิกเพื่อรายงานโครงการนโยบายรายวัน จนเวลาที่จะนั่งคุยกับเด็กที่กำลังมีปัญหาครอบครัวหรือเรียนไม่ทันเพื่อนแทบไม่เหลือ” 

“คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างจริงจังเถอะครับ เลิกให้เราทำรายงานเอกสารประเมินผลโครงการที่เน้นแต่ปริมาณกระดาษ แต่ไม่ได้บอกเลยว่าเด็กเก่งขึ้นจริงไหม” 

ไม่เพียงแต่ภาระงานนอกเหนือจากการสอน ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ยังประสบปัญหาอื่นอีกหลายด้านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้ ได้แก่ ระบบการประเมินภายนอกและตัวชี้วัดที่เน้นคะแนนและเอกสาร มากกว่าผลลัพธ์ของนักเรียน (58.56%) ระเบียบการเบิกจ่ายที่ยุ่งยากและไม่สอดคล้องกับความจำเป็นและเร่งด่วน (44.14%) ความเหลื่อมล้ำของทรัพยากร และบุคลากรในแต่ละพื้นที่ (31.53%) อำนาจการตัดสินใจรวมศูนย์ ทำให้โรงเรียนไม่มีอิสระในการออกแบบการเรียนการสอนได้เอง สั่งการจากบนลงล่าง ไม่มีอิสระในการบริหารจัดการในระดับโรงเรียน (27.93%)

ในสายตาคนทำงาน สมรรถนะ 3 ลำดับแรกที่เด็กไทยต้องมีคือ การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา (70.27%) สุขภาวะทางอารมณ์ (47.75%) และการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูล เทคโนโลยี (44.14%) ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่สำคัญต่อการอยู่รอดในโลกปัจจุบันและอนาคต

อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงเรียนพยายามปรับสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ บุคลากรกว่า 70% ระบุว่า ประสบปัญหา “ด้านการวัดและประเมินผล” โรงเรียนยังต้องดำเนินการประเมิน 2 รูปแบบหรือ 2 ส่วน ที่ส่งผลต่อภาระซ้ำซ้อน (Double Work) ในการรายงานผลลัพธ์ของนักเรียน เนื่องจากระบบการวัดผลส่วนกลางยังไม่ยอมปล่อยวางระเบียบเดิม ทำให้ครูต้องทำเอกสารสองชุดเพื่อรายงานผลลัพธ์เดียว 

ครูในโรงเรียนนำร่องระบุว่า แม้จะพยายามจัดการเรียนรู้แบบใหม่ แต่หน่วยงานตรวจสอบและระบบสอบระดับชาติยังคงยึดติดกับตัวชี้วัดแบบเก่า 

“มันเหมือนเราพยายามขับรถไฟฟ้าบนถนนที่เป็นโคลนตม ระบบส่วนกลางยังถามหาหลักฐานแบบเดิม ทำให้เราต้องทำเอกสารสองชุดเพื่อความอยู่รอดของโรงเรียน”

ในประเด็นนี้ บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมด (93.7%) เห็นด้วยกับการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางให้มีความยืดหยุ่น และเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนมีอิสระใน “การกำหนดเป้าหมาย พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทางออกไปสู่ระบบการศึกษาที่ทันโลกและเตรียมพร้อมเด็กไทยให้มีสมรรถนะอนาคตได้

ระบบการจัดสรรบุคลากรจากส่วนกลางถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ โดย 34.2% ชี้ว่าระบบปัจจุบันทำให้ขาดความต่อเนื่อง และ 26.1% ประสบปัญหา “คนไม่ตรงงาน” 

เสียงสะท้อนตอกย้ำว่า ระบบ “ย้ายตามรอบ” ทำให้โรงเรียนกลายเป็นเพียง “สถานีพัก” เพื่อรอข้ามไปสู่โรงเรียนที่ใหญ่กว่าหรือกลับบ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียนท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า 

“กว่าจะปั้นทีมงานนวัตกรรมให้ติดเครื่องได้ ครูแกนนำก็ถึงรอบย้าย นโยบายที่ทำมาก็ล้มเลิกไป สภาพแบบนี้ทำให้เราพัฒนาอะไรยาว ๆ ไม่ได้เลย” 

“ถ้าเราได้คนที่มีใจรักและเข้าใจบริบทพื้นที่จริงๆ มาทำงาน เขาจะไม่อยากย้ายไปไหน และนโยบายการพัฒนาโรงเรียนก็จะเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการโยกย้าย”

ทางออกที่ผู้ปฏิบัติงานเห็นด้วยคือ ระบบการสรรหาบุคลากรเอง (School-based Recruitment) ซึ่งเห็นด้วยอย่างมากรวมกว่า 56% แม้จะยังมีอีก 24% ที่เห็นด้วยแต่กังวลเรื่องระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ และเห็นว่าต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือการสร้างสิทธิ์ในการรักษาคนเก่งให้อยู่กับพื้นที่และสร้างระบบที่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ 

นอกจากนี้ บุคลากรผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ชี้ว่า ต้องการอิสระในการออกแบบแผนการพัฒนาตนเอง และโมเดลสนับสนุนงบประมาณที่ยืดหยุ่น (64.9%) และการเรียนรู้กับผู้บริหารและเพื่อนครูในชุมชนเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) ภายในโรงเรียน (48.7%) มากกว่าโครงการอบรมตามที่กระทรวงฯ กำหนดและจัดสรรมาให้ (2.7%)

“พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ได้รับคะแนนเฉลี่ย 7.15 จากคะแนนเต็ม 10 สะท้อนว่าผู้ตอบส่วนใหญ่มีความรู้สึกประทับใจ เห็นประโยชน์และความสำคัญของการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรม ในขณะเดียวกันก็ได้แสดงออกถึงความท้าทายที่ผู้ปฏิบัติงานยังต้องเผชิญอยู่

วัฒนธรรมความกลัวและโครงสร้างอำนาจที่ทับซ้อน: แม้กฎหมายจะให้อำนาจโรงเรียนในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารจัดการได้เอง แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนจำนวนมากยังไม่กล้าปรับเปลี่ยนเนื่องจาก “ความกลัว” และ “วัฒนธรรมการทำงาน” แบบเดิมที่คุ้นชินกับการรอคำสั่ง นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่าง ผอ.เขต และ ผอ.โรงเรียน ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจาก ผอ.เขต เป็นผู้ประเมินผลงาน ผอ.โรงเรียน ทำให้โรงเรียนต้องยอมทำตามนโยบายจากส่วนกลางแม้จะไม่สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ในการประเมิน

“จริง ๆ แล้ว โรงเรียนมีอิสระในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารภายในโรงเรียน แต่หลาย ๆ แห่งยังไม่ได้ปรับใช้อย่างเหมาะสม เนื่องจากความกลัวและวัฒนธรรมการทำงาน”

“เลิกเอามาตรฐานเดียวมาวัดโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรม แต่ควรประเมินตามเป้าหมาย (KPI) ที่โรงเรียนและชุมชนตกลงร่วมกันว่าจะพัฒนาเด็กไปในทิศทางใด”

ภาวะการทำงานแบบ “ฝืนธรรมชาติ” ของครูและงบประมาณ: โรงเรียนเผชิญกับโครงการสั่งการจากภายนอก (ทั้งจาก สพฐ. ศธ. และหน่วยงานอื่น) ซึ่งโรงเรียนไม่มีอำนาจเลือกที่จะ “ไม่ทำ” ส่งผลให้ต้องเจียดงบประมาณปกติของโรงเรียนมาใช้ทำโครงการเหล่านี้เพื่อสร้างผลงานให้ผู้บริหารและเจ้าของโครงการ นอกจากนี้ ระบบการประเมินผลงาน (Performance Evaluation) มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่จับต้องได้ในระยะสั้นหรือเชิงปริมาณ ทำให้เรื่องสำคัญอย่าง “การพัฒนาหลักสูตร” หรือ “ผลงานเชิงนามธรรม” ซึ่งเห็นผลช้ากว่าถูกละเลย

“เขต/กระทรวง ควรทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นผู้ตั้งเกณฑ์การประเมินผลงานโรงเรียนมาเป็นตัวกำหนด… ทำให้ ผอ. ต้องยอมทำตาม Line of accountability แบบบนลงล่าง”

“เงินอุดหนุนควรมาเป็นก้อนเดียวตามแผนที่โรงเรียนวางไว้ ไม่ใช่แยกย่อยเป็นรายการที่ขยับเขยื้อนไม่ได้ เพราะนวัตกรรมต้องการความคล่องตัวในการลองผิดลองถูก” 

“Sandbox จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันมีอำนาจในการยกเว้นระเบียบการเงินและวิทยฐานะได้จริงๆ ถ้ายังต้องอิงระเบียบส่วนกลางทุกอย่าง มันก็แค่นวัตกรรมบนหน้ากระดาษ”

ข้อจำกัดด้านศักยภาพและการพึ่งพิงส่วนกลาง: มีความกังวลเรื่องศักยภาพของครูและผู้บริหารในการออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาเอง เพราะที่ผ่านมาคุ้นชินกับการใช้ “หลักสูตรแกนกลาง” และ “หนังสือเรียน” จากสำนักพิมพ์เป็นหลัก เมื่อต้องทำเองจึงขาดความมั่นใจและทักษะที่จำเป็น นอกจากนี้ ระบบผลิตครูยึดโยงกับมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภามากกว่าความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนและยุคสมัย ทำให้ได้บุคลากรที่ไม่พร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลง

“ศักยภาพของครูในการออกแบบหลักสูตรยังต่ำ มีข้อจำกัดในบริบทการทำงานที่จะออกแบบการเรียนรู้เองได้ จึงต้องยังพึ่งพาหนังสือเรียนอยู่”

แม้การขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษายังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมอยู่อีกมาก แต่ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถาม (33.3%) ก็หนุนให้ขยายผล sanbox ไปขับเคลื่อนทั่วประเทศ ในขณะที่อีก 27.9% เห็นว่าควรเพิ่มพื้นที่ทดลอง และ 16.2% สนุบสนุนควรทดลองต่อในพื้นที่เดิม 

“พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างโรงเรียนต้นแบบไม่กี่แห่ง แต่มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่า ‘ระบบการศึกษาแบบใหม่’ เป็นไปได้จริง”

ประเด็นที่ได้รับคะแนนเอกฉันท์สูงที่สุดคือ ความต้องการให้รัฐบาลผลักดัน “การพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” เป็นวาระแห่งชาติ (สนับสนุนรวมกว่า 95%) เพื่อสร้างทักษะทันโลกและลดความเหลื่อมล้ำ

ข้อมูลเชิงคุณภาพระบุว่าผู้ปฏิบัติงานต้องการเห็นการศึกษาที่เป็น “ระบบนิเวศน์” ที่เกิดจากส่วนร่วมของชุมชน ไม่ใช่แค่การเรียนในกล่องสี่เหลี่ยม

“โรงเรียนไม่ควรแบกทุกอย่างไว้เพียงลำพัง เราต้องการให้ท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ” 

ในเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ผู้ตอบส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการมีตัวแทนนักเรียนในบอร์ดสถานศึกษา (73.8%) เพราะเชื่อว่าเด็กคือผู้รับผลประโยชน์หลักที่ต้องมีสิทธิ์เลือกอนาคตของตนเอง 

ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่านักเรียนคือ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงที่สุด” การมีตัวแทนนักเรียนจะช่วยให้โรงเรียนได้รับข้อมูลที่สะท้อนปัญหาและความต้องการจริง มากกว่าการคิดแทนโดยผู้ใหญ่ เป็นการฝึกทักษะความเป็นพลเมือง และกระบวนการประชาธิปไตยในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

“โรงเรียนไม่ควรออกแบบ ‘เพื่อเด็ก’ โดยไม่มี ‘เสียงของเด็ก’ การบริหารโรงเรียนแบบดั้งเดิมมักมองนักเรียนเป็น ‘ผู้รับบริการ’ แต่แนวคิดสมัยใหม่มองนักเรียนเป็น ‘ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย'”

“เด็กคือคนที่จะต้องอยู่กับนวัตกรรมที่เราสร้างขึ้น ถ้าไม่ถามเขาว่าอยากได้ไหม หรือเรียนแล้วเป็นอย่างไร เราก็กำลังหลงทางในการพัฒนาการศึกษา… การมีตัวแทนนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้จุดศูนย์กลางของการพัฒนามีมุมมองที่ชัดเจนขึ้น”

“เป็นก้าวแรกของการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ให้เด็กได้ฝึกใช้สิทธิและเสียงของตนเอง เพื่อเตรียมตัวเป็นประชากรที่มีคุณภาพในพื้นที่นวัตกรรม”

แม้จะยังมีส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยและกังวลเกี่ยวกับ “วุฒิภาวะ” โดยหากไม่มีกระบวนการเตรียมความพร้อม นักเรียนอาจจะไม่กล้าออกความเห็นต่อหน้าครูและผู้ทรงคุณวุฒิ และควรระมัดระวังว่า การมีตัวแทนนักเรียนอาจกลายเป็นเพียงการทำเพื่อ “ให้ครบองค์ประกอบ” ตามระเบียบ แต่ไม่ได้มีการฟังเสียงของนักเรียนอย่างแท้จริงในการตัดสินใจสำคัญ จึงมีข้อเสนอแนะว่าควรมีการแบ่งสัดส่วนเรื่องที่นักเรียนสามารถร่วมออกความเห็นได้ชัดเจน เช่น เรื่องการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน, สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน, หรือระเบียบวินัยที่กระทบต่อสิทธิเด็ก

“ต้องสร้างการเรียนรู้ที่ทลายกรอบความเชื่อเดิมทิ้งให้สิ้นซาก มิฉะนั้นการมี นร. ในคณะกรรมการจะเกิดประโยชน์ไม่มากพอ เพราะ นร. จะไม่กล้าคิดกล้าเสนอ ครูและคณะต้องฟัง… ฟังอย่างไม่คติ ฟังอย่างเคารพ”

“กลัวจะเป็นเพียง ‘ไม้ประดับ’ ในที่ประชุม ถ้าครูหรือ ผอ. ยังมีวัฒนธรรมอำนาจนิยมอยู่ เด็กจะนั่งเงียบและทำได้แค่เซ็นชื่อยืนยันการประชุมเท่านั้น” 

ในขณะที่มองไปถึงการเมืองภาพใหญ่ แม้ผู้ตอบ 67.6% จะเชื่อว่าการลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษาแน่นอน แต่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่กลับอยู่ในระดับต่ำ (ไม่เชื่อมั่นเลย 26.7%) อีกส่วนหนึ่งยังอยู่ในภาวะ “เฉยๆ” (27.8%) สะท้อนว่าผู้ปฏิบัติงานมีความหวังในการเปลี่ยนโครงสร้าง แต่ไม่เชื่อมั่นในคำสัญญาปฏิรูปที่มักหายไปหลังการเลือกตั้ง

การปฏิรูปการศึกษาไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่หรือการเพิ่มงบประมาณ แต่คือการ “คืนอิสระ” ให้โรงเรียน “คืนเวลา” ให้ครู และ “คืนอนาคต” ให้กับนักเรียน ผ่านการสร้างวัฒนธรรมแห่งความเชื่อใจ การแก้กฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย รัฐต้องไว้วางใจให้โรงเรียนบริหารจัดการตนเอง คืนเวลาให้ครู และสร้างระบบที่คืนศักดิ์ศรีให้แก่ความเป็นครู ให้นักเรียนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ก้าวต่อไปของการปฏิรูปนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างแท้จริง

รายละเอียดข้อมูลผลการสำรวจ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเจาะลึกรายคำถามที่ปรากฏในแบบสอบถามที่มีผู้ตอบทั้งหมด 111 คน โดยวิเคราะห์จากความถี่และสัดส่วนของการเลือกคำตอบ แล้วนำเสนอเป็นร้อยละ สรุปผลได้ดังนี้:

0. ข้อมูลทั่วไปและบริบทสถานศึกษา

  • ตำแหน่ง/บทบาท
    • ข้าราชการครู: ร้อยละ 50
    • ผู้อำนวยการโรงเรียน: ร้อยละ 30
    • ศึกษานิเทศก์/อื่นๆ: ร้อยละ 20
  • สถานะโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรม:
    • ใช่: ร้อยละ 80
    • ไม่ใช่: ร้อยละ 20

1. นโยบายที่เสนอต่อรัฐมนตรีฯ (3 อันดับแรก)

หากเสนอให้ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” คนใหม่ กำหนดนโยบายด้านการศึกษาใน “3 ประเด็น” ท่านอยากเสนอประเด็นใดบ้าง เพื่อแก้ไขหรือพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย (3 อันดับแรก)

  1. ปรับหลักสูตรแกนกลางฯ (ปี 51) ให้เน้นสมรรถนะและมีทักษะที่ใช้ได้จริง ยกระดับทักษะพื้นฐาน (อ่าน/คำนวณ) และทักษะการคิดขั้นสูง 44.14%
  2. ยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ขัดขวางหรือไม่เอื้อต่อการบริหารงานบุคคลและงบประมาณของโรงเรียน 39.64%
  3. กระจายอำนาจให้โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจตัดสินใจเอง 32.43%
  4. พัฒนาครู และระบบประเมินเพื่อการพัฒนาความสามารถครู รวมทั้งขอมี-ขอเลื่อนวิทยฐานะ 32.43% 
  5. การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน (กำหนดให้ผอ. ครู ผู้ปกครอง ต้องทำงานเป็นทีม) ใช้ PLC,COP อย่างต่อเนื่อง 31.53%
  6. สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้คุมกฎหรือผู้สั่งการ” เป็น “ผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก” ให้โรงเรียน 31.53%
  7. สร้างพื้นที่ปลอดภัยและระบบดูแลสุขภาพกายใจของนักเรียนในโรงเรียน 30.63%
  8. ทำให้การเรียนรู้ได้ฟรี (โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 100% จากโรงเรียน) มีพื้นที่เรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนที่เข้าร่วม/ ใช้งานได้ฟรี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแฝงของผู้ปกครอง 25.23%
  9. แก้พ.ร.บ. การศึกษาฯ กระดุมเม็ดแรกของทุกปัญหา 24.32%
  10. ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มสวัสดิการนักเรียน อาหารกลางวัน รถรับส่ง 24.32%
  11. เปลี่ยนเมืองให้เป็นแหล่งเรียนรู้สร้างอาชีพ เพื่อให้คนมีรายได้ในถิ่นฐานตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท 15.32%
  12. เปิดพื้นที่ให้เด็กและชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาในโรงเรียน 9.91%
  13. อื่นๆ 8.11%

2. ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียน

ท่านคิดว่าเรื่องใดที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนในโรงเรียนมากที่สุด? (3 อันดับแรก)

  1. ภาระงานครู ที่นอกเหนือจากการสอน เช่น โครงการหรือนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด ทำให้เวลาดูแลเด็กลดลง 81.98%
  2. ระบบการประเมินภายนอกและตัวชี้วัดที่เน้นคะแนนและเอกสาร มากกว่าผลลัพธ์ของนักเรียน 58.56%
  3. ระเบียบการเบิกจ่ายที่ยุ่งยากและไม่สอดคล้องกับความจำเป็นและเร่งด่วน 44.14%
  4. ความเหลื่อมล้ำของทรัพยากร และบุคลากรในแต่ละพื้นที่ 31.53%
  5. อำนาจการตัดสินใจรวมศูนย์ ทำให้โรงเรียนไม่มีอิสระในการออกแบบการเรียนการสอนได้เอง (สั่งการจากบนลงล่าง ไม่มีอิสระในการบริหารจัดการในระดับโรงเรียน) 27.93%
  6. การต้องใช้หลักสูตรแกนกลางที่แข็งตัว ไม่ยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ 19.82%
  7. ขาดความสัมพันธ์ที่ดี หรือ การทำงานร่วมกันเป็นทีมของ ผอ. ครูในโรงเรียน 15.32%
  8. วิทยฐานะเติบโตช้า ไม่เป็นแรงจูงใจในการทำงาน 11.71%
  9. ยังขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครองและชุมชน หรือท้องถิ่นในการร่วมพัฒนา 11.71%
  10. ปัญหาสุขภาพกาย–ใจของนักเรียน 10.81%
  11. อื่นๆ 2.70%

3. สมรรถนะนักเรียนที่ต้องได้รับการพัฒนา

ท่านคิดว่า “สมรรถนะ” (ความสามารถ) ของนักเรียนในเรื่องใด ที่ต้องได้รับ “การพัฒนา” ในสังคมไทยปัจจุบัน (3 อันดับแรก)

  1. การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา 70.27%
  2. สุขภาวะทางอารมณ์ 47.75%
  3. การรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูล เทคโนโลยี 44.14%
  4. การสื่อสาร และ การใช้ภาษา 40.54%
  5. ทักษะอาชีพและการทำงาน 38.74%
  6. ความคิดสร้างสรรค์ และการต่อยอด 31.53%
  7. การทำงานเป็นทีม การทำงานร่วมกับผู้อื่น 27.93%
  8. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง (Active Citizen) 21.62%
  9. สุขภาพกาย และโภชนาการ (การดูแลตัวเอง) 12.61%
  10. อื่นๆ 3.60%

4. ความคิดเห็นต่อการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางให้ยืดหยุ่น (อิสระโรงเรียน)

ท่านคิดเห็นอย่างไรต่อ การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางให้มีความยืดหยุ่น เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนมีอิสระใน “การกำหนดเป้าหมาย พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง” 

  • เห็นด้วยอย่างยิ่ง 62.2%
  • เห็นด้วย 31.5%
  • ไม่แน่ใจ 3.6%
  • ไม่เห็นด้วย 2.7%
  • ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง 0.0%

5. ปัญหาภาระซ้ำซ้อนในการวัดและประเมินผล (Double Work)

หากโรงเรียนของท่านกำลังสอนโดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ  ท่านประสบปัญหา “ด้านการวัดและประเมินผล” โรงเรียนยังต้องดำเนินการประเมิน 2 รูปแบบหรือ 2 ส่วน ที่ส่งผลต่อภาระซ้ำซ้อน (Double Work) ในการรายงานผลลัพธ์ของนักเรียนหรือไม่ 

  • ประสบปัญหาขั้นวิกฤต: ระบบขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ต้องทำงานเอกสารเท็จหรือทำซ้ำซ้อน 23.42%
  • ประสบปัญหามาก: เป็นภาระหนัก ต้องทำเอกสารเพิ่มเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ทั้งสองแบบ 23.42% ประสบปัญหาปานกลาง: สามารถปรับการทำงานได้ แต่ใช้เวลาทำงานมาก 23.42% 
  • ไม่ได้สอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ 18.02%
  • ไม่ประสบปัญหา (สามารถดำเนินการหรือจัดการได้) 11.71%

6. ภาระงานครูที่ควร “นำออก” ทันที

บทบาทครูผู้สอน “ภาระงานใด” ที่ท่านเห็นสมควรนำออกงานของภาระงานของครูทันที เพื่อคืนครูให้ห้องเรียนและนักเรียน? (ตอบได้ไม่เกิน 3)

  1. ภาระงานธุรการ / พัสดุ / การเงิน 74.8%
  2. การทำรายงานเอกสารประเมินผลโครงการต่าง ๆ ส่งส่วนกลาง 62.2%
  3. การเข้าร่วมกิจกรรม/การประกวดตามนโยบายจากต้นสังกัด 54.1%
  4. กิจกรรม/โครงการจากหน่วยงานภายนอก (เช่น สาธารณสุข, ตำรวจ) 42.3%
  5. การวัดและประเมินผล/การทดสอบจากส่วนกลางที่ซับซ้อน 27.9%
  6. เนื้อหาตามตัวชี้วัดที่มากเกินไปจนสอนไม่ทัน 21.6%
  7. การเข้าร่วมอบรมตามโครงการจำนวนมากของกระทรวงฯ 15.3%
  8. อื่นๆ (เช่น วัฒนธรรมองค์กร, ปัญหาการเลื่อนเงินเดือน, การทดสอบ RT) 3.6%

7. หากสามารถคืนเวลาให้ครูในห้องเรียนได้แล้ว ท่านเห็นว่า “คุณครู” ควรได้รับการพัฒนาในเรื่องใด ที่จะสามารถพัฒนานักเรียนได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น? (เลือกได้ไม่เกิน 3)

  1. การออกแบบแผนการพัฒนาตนเอง และโมเดลสนับสนุนงบประมาณที่ยืดหยุ่น 64.9%
  2. เรียนรู้กับผู้บริหารและเพื่อนครูในชุมชนเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) ภายในโรงเรียน 48.7%
  3. การออกแบบและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ (OLE) 39.6%
  4. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในการใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนพัฒนา 36.0%
  5. การออกแบบเครื่องมือวัดและประเมินผลนักเรียน 33.33%
  6. การทำงานร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน (COP) 28.83% 
  7. สนับสนุนกลไกระดับพื้นที่ (ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ/ศึกษานิเทศก์) 21.6%
  8. โครงการอบรมตามที่กระทรวงฯ กำหนดและจัดสรรมาให้ 2.7%
  9. อื่นๆ (เช่น ความรู้ด้านการเงิน, ภาษาอังกฤษ, ทัศนคติทางสังคม) 2.7%

8. ระบบการจัดสรรครู/ผอ. จากส่วนกลางในปัจจุบัน

ระบบการจัดสรรครูและ ผอ. (กรณีมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากร การโยกย้ายหรือเลื่อนตำแหน่ง) จากส่วนกลางในปัจจุบัน ส่งผลต่อการพัฒนาโรงเรียนอย่างไรบ้าง?

  1. ขาดความต่อเนื่อง: ผอ./ครู ย้ายบ่อยเกินไป ทำให้นโยบายโรงเรียนสะดุด: ร้อยละ 34.2
  2. คนไม่ตรงงาน: ได้ครูไม่ตรงเอก หรือได้ ผอ. ที่ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่: ร้อยละ 26.1
  3. สมองไหล: ครูเก่ง/ครูรุ่นใหม่ ขอย้ายออกเพราะระบบไม่เอื้ออำนวย: ร้อยละ 12.6
  4. ล่าช้า: ขาดแคลนครูมานาน แต่ส่วนกลางจัดสรรมาให้ไม่ทันเวลา: ร้อยละ 11.7
  5. เร่งพัฒนา : ความสามารถของครูในการจัดการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน: ร้อยละ 10.8
  6. ไม่มีปัญหา: ได้คนตรงตามความต้องการ: ร้อยละ 3.6
  7. อื่นๆ: ร้อยละ 0.9

9. ความคิดเห็นต่อระบบสรรหาบุคลากรเอง 

หากมีการออกแบบระบบให้โรงเรียนสามารถ “สรรหาบุคลากรเองได้” (เช่น ระบบ Headhunting หรือการทาบทาม คัดเลือก) เพื่อให้ได้คนที่ “ใช่” และ “เข้าใจพื้นที่” ท่านคิดว่าระบบนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาโรงเรียนอย่างไร?

  • เห็นด้วยมาก จะช่วยแก้ปัญหาให้โรงเรียนที่ครูย้ายบ่อย และได้คนที่มีความตั้งใจ มุ่นมั้นในการพัฒนาโรงเรียนจริง: ร้อยละ 30.6 
  • เห็นด้วยมาก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานในท้องถิ่นของตัวเอง และคนในพื้นที่ให้อยากมาร่วมกันพัฒนาโรงเรียน: ร้อยละ 26.1
  • เห็นด้วย แต่กังวลเรื่องระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง: ร้อยละ 24.3
  • ไม่เห็นด้วย เพราะจะเพิ่มโอกาสของระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่และโรงเรียนมากขึ้น: ร้อยละ  12.6
  • ไม่เห็นด้วย ระบบสอบบรรจุส่วนกลางยุติธรรมและเหมาะสมดีแล้ว: ร้อยละ 3.6
  • ยังไม่แน่ใจ/ ไม่มีคำตอบ: ร้อยละ 2.7

10. การประเมินคุณภาพภายนอก 

โรงเรียนของท่านได้รับประโยชน์หรือผลกระทบเชิงบวก-เชิงลบ จากการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา อย่างไรบ้าง?

  • ได้รับผลกระทบ เพราะการประเมินทำให้เกิดภาระงานเอกสารที่ไม่จำเป็น ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนเท่าที่ควร: ร้อยละ  27.0
  • ได้ประโยชน์ เพราะการประเมินทำให้โรงเรียนเข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของตนชัดเจนขึ้น ได้รับคำแนะนำในการพัฒนาที่เหมาะสม: ร้อยละ  26.1
  • ได้รับผลกระทบ เพราะการประเมินที่เน้นตัวชี้วัดที่กำหนดโดยส่วนกลาง ไม่ให้ความสำคัญกับผลเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับเด็ก โรงเรียนและชุมชน ส่งผลต่อกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน: ร้อยละ  25.2
  • ได้ประโยชน์ เพราะการประเมินมาพร้อมกับระบบสนับสนุนและงบประมาณ ที่จัดสรรมาให้โรงเรียนได้ยกระดับตนเองและผู้เรียน: ร้อยละ 10.8
  • ยังไม่แน่ใจ/ ไม่มีคำตอบ: ร้อยละ  9.0
  • ได้รับผลกระทบ เพราะการประเมินทำให้โรงเรียนถูกตีตรา จัดลำดับแข่งกัน ผู้ปกครองไม่เชื่อมั่น: ร้อยละ 1.8

11. ตัวแทนนักเรียนปัจจุบันในคณะกรรมการสถานศึกษา

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ หากมีการกำหนดให้ มี “ตัวแทนนักเรียนปัจจุบัน” อยู่ในคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียน (ที่นอกเหนือจากนักเรียนศิษย์เก่า)

  • เห็นด้วย: ร้อยละ 42.3
  • เห็นด้วยอย่างยิ่ง: ร้อยละ  31.5
  • ไม่แน่ใจ: ร้อยละ 13.5
  • ไม่เห็นด้วย: ร้อยละ 12.6

12. “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox)” ท่านมีความรู้สึกอย่างไรต่อ “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox)”

  • ได้คะแนนเฉลี่ย 7.15 จากคะแนนเต็ม 10 

ท่านมีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไรต่อ  “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox)” 

  • ควรขยายผลทั่วประเทศ: ร้อยละ  33.3
  • ควรเพิ่มพื้นที่ทดลอง: ร้อยละ  27.9
  • ควรทดลองต่อในพื้นที่เดิม: ร้อยละ  16.2
  • ยังไม่จำเป็น (มีก็ได้-ไม่มีก็ได้): ร้อยละ  10.8
  • เลิกล้มและยกเลิก: ร้อยละ  8.1
  • ไม่แน่ใจ: ร้อยละ  3.6

13. วาระเร่งด่วนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ต่อการพัฒนาสังคมไทย

ในมุมมองของท่าน ที่มีต่อ การ “ปฏิรูปการศึกษา และสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้” จึงมีความจำเป็นและความสำคัญอันเป็น “วาระเร่งด่วน” ที่หากได้รับการพัฒนาหรือแก้ไขจะส่งผลลัพธ์ต่อ สังคมไทยอย่างไรบ้าง

  1. เร่งสร้างคนไทยให้มีทักษะทันโลกและ AI เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง: ร้อยละ  38.7
  2. ลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่ม: ร้อยละ 19.8
  3. สร้างสังคมที่เรียนรู้ตลอดชีวิตและเปิดรับนวัตกรรม: ร้อยละ 17.1
  4. เพิ่มทักษะอาชีพใหม่ ทำให้แรงงานทักษะทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานโลก: ร้อยละ 12.6
  5. ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและร่วมกันพัฒนาเมือง: ร้อยละ 6.3
  6. ส่งเสริมให้ไทยมีความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ: ร้อยละ 4.5
  7. อื่นๆ: ร้อยละ 0.9

14. สนับสนุน “เมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” เป็นวาระแห่งชาติ

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ในการสนับสนุนให้รัฐบาล ผลักดันวาระ “การพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” เป็นวาระแห่งชาติ

  • สนับสนุนอย่างมาก: ร้อยละ 56.8
  • สนับสนุน: ร้อยละ 38.7
  • ไม่ค่อยสนับสนุน: ร้อยละ 4.5
  • ไม่สนับสนุนเลย: ร้อยละ 0 

15. ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่ในการกู้วิกฤติการศึกษา ท่านเชื่อหรือไม่ ว่าการเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง เป็นความหวังว่า เราจะได้รัฐบาลและรัฐมนตรีฯ คนใหม่ ที่จะทำหน้าที่ในการกู้วิกฤติทางการศึกษาไทยได้ 

  • เชื่อมั่นอย่างมาก: ร้อยละ 13.3
  • เชื่อมั่น: ร้อยละ 16.7
  • เฉยๆ: ร้อยละ 27.8
  • ไม่ค่อยเชื่อมั่น: ร้อยละ 15.6
  • ไม่เชื่อมั่นเลย: ร้อยละ 26.7

16. การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (8 ก.พ. 2569) ต่อการพัฒนาการศึกษา 

ท่านคิดว่าการลงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาหรือไม่ อย่างไร?

  • เกี่ยวข้องแน่นอน: ร้อยละ  67.6
  • ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับลงประชามติไม่เพียงพอให้ตัดสินใจ 14.4
  • ไม่ทราบว่าการลงประชามติจะมีผลอย่างไร 11.7
  • ไม่เกี่ยวข้อง 6.3

บทความอื่นๆ

โลกยุคใหม่ต้องการความคล่องตัวในการตัดสินใจ แล้วเมื่อไหร่การศึกษาไทยจะออกจากการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง!!

Read in 3 Minutes ผู้เขียน : อภิชญา โออินทร์ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่การศึกษาจะไว้ใจโรงเรียนและพื้นที่ให้กำหนดอนาคตของเด็กไทยมากขึ้น?

อ่านต่อ
Scroll to Top