Read in 3 Minutes
ผู้เขียน : ศิริวรรณ สิทธิกา
รศ. ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล: ความจริงเบื้องหลังคะแนน PISA ความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่ และเสียงสะท้อนถึงห้องเรียนแห่งอนาคต
ทุกครั้งที่ผลคะแนน PISA ถูกประกาศออกมา สังคมไทยมักจะเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์และภาพจำว่า ‘การศึกษาไทยวิกฤติ’ หรือ ‘เด็กไทยรั้งท้าย’ แต่ในความเป็นจริง การเรียนการสอนของไทยโคม่าขนาดนั้นไหม? PISA คืออะไรกันแน่? แล้วทำไมการสอบที่เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่เคยได้สอบ ถึงกลับกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่มีผลต่ออนาคตของประเทศ?
TEP ได้พูดคุยกับรองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ผู้ที่จะมาเผยทุกแง่มุมของ PISA ตั้งแต่แก่นแท้ของข้อสอบ ไปจนถึงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคะแนน และความหวังที่กำลังก่อตัวขึ้นในขณะนี้
PISA คืออะไร ทำไมจึงสำคัญกว่าที่คิด
หากคุณเข้าใจว่า PISA คือการสอบวัดความรู้ที่ท่องจำมาจากห้องเรียน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าคุณคิดผิด
“PISA ย่อมาจาก Programme for International Student Assessment ริเริ่มโดยองค์การ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development-องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ซึ่งจัดสอบครั้งแรกในปี 2000 นับถึงปัจจุบัน ประเทศไทยสอบไปแล้วทั้งหมด 9 ครั้ง โดย 8 ครั้งที่ผ่านมา ที่เรามีผลคะแนนทั้งขึ้นและลง ส่วนครั้งที่ 9 คือรอบล่าสุด (รอบปี 2025) ได้สอบไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาและจะประกาศผลประมาณปีหน้า โดยหัวใจสำคัญของ PISA คือการวัดกระบวนการเรียนรู้ของระบบการศึกษาในแต่ละประเทศ โดยเน้นการวัดสมรรถนะ 3 ด้าน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน” ดร.ธีระเดชอธิบาย
“เราใช้คำว่า ‘ความฉลาดรู้’ หรือ Literacy เพราะเราไม่ได้เน้นวัดว่าเด็กท่องเนื้อหาสาระอะไรได้บ้าง แต่ OECD มองว่าเด็กอายุ 15 ปี ต้องสามารถนำทักษะทั้ง 3 ด้านนี้ไปใช้ในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ รูปแบบโจทย์จึงเป็น ‘สถานการณ์’ มีเรื่องราวให้เด็กอ่าน ให้คิด แล้วค่อยถาม
“เช่น ‘การอ่าน’ ไม่ใช่แค่อ่านรู้เรื่อง แต่ต้องประเมินได้ว่าข้อมูลที่ได้มาน่าเชื่อถือแค่ไหน ยิ่งในยุคนี้ที่มีทั้งสื่อออนไลน์ โซเชียล หนังสือ เด็กต้องแยกแยะได้ว่าอันไหนคือข้อเท็จจริง อันไหนคือข้อคิดเห็น ถ้าเป็น ‘คณิตศาสตร์’ เด็กก็ต้องนำความรู้พื้นฐานไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตได้ เช่น เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงิน หรือ ‘วิทยาศาสตร์’ ก็อาจจะเป็นเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างน้ำท่วม ให้วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไร และจะป้องกันได้อย่างไร”
การจัดสอบที่วางเกณฑ์ไว้ว่าต้องเป็นเด็กอายุ 15 เป็นเพราะว่า “OECD ทำการวิจัยมาแล้วว่า วัย 15 ปีเป็นวัยที่สำคัญ และเป็นวัยที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกถือเป็นการศึกษาภาคบังคับขั้นพื้นฐาน เขามองว่าถ้าเด็กวัยนี้มีทักษะพื้นฐาน 3 ด้านนี้ดีพอ ไม่ว่าเขาจะไปประกอบอาชีพอะไรในอนาคต เขาก็จะสามารถต่อยอดและประสบความสำเร็จได้
“PISA จะมีการวัดสมรรถนะเป็น 6 ระดับ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน อย่างคณิตศาสตร์ ระดับที่ 1 ก็คือเรื่องพื้นฐานมากๆ ที่เด็กคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น การซื้อของ ขายของง่ายๆ แต่ถ้าระดับที่ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด อาจเป็นเรื่องที่เขาไม่คุ้นเคยเลย เป็นสถานการณ์ใหม่ๆ เช่น การส่งจรวดไปอวกาศ ที่เด็กต้องสามารถแปลงแนวคิดที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นสูตรหรือสมการทางคณิตศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาได้ ” และต่อข้อคำถามสำคัญว่า การสอบ PISA สำคัญอย่างไร ดร.ธีระเดช ชี้ว่า PISA มีความสำคัญในมิติเศรษฐกิจอย่างยิ่ง “คะแนน PISA เป็นตัวสะท้อนหนึ่งที่ต่างชาติใช้ในการพิจารณาเพื่อเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เขาใช้วัดสมรรถนะของกำลังคนในประเทศนั้นๆ ว่ามีศักยภาพที่จะทำงานร่วมกับเขาได้ในอนาคตหรือไม่ ถ้าคะแนนดี เขาก็มั่นใจที่จะมาลงทุน”

กระบวนการสอบ PISA: ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่ได้สอบกันทุกคน
แต่ละครั้งของการสอบ จะมีเด็กราว 6-7 แสนคนที่มีอายุตามเกณฑ์การสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะได้เข้าสอบเหมือนกันทั้งหมด นั่นเป็นเพราะว่า PISA ไม่ได้สอบเด็กทุกคน แต่ใช้กระบวนการสุ่มที่เข้มงวด และเป็นความลับ
“เด็กอายุ 15 จะคละกันอยู่ทั้งในชั้น ม.3 ม.4 และปวช. ปี 1
กระบวนการคือ สสวท. จะรวบรวมข้อมูลนักเรียนอายุ 15 ปีทั้งหมดในทุกสังกัด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ สพฐ. (ทั้งโรงเรียนมัธยมปกติและโรงเรียนขยายโอกาส) สช. (การศึกษาเอกชน) อว. (โรงเรียนสาธิตในมหาวิทยาลัย)โรงเรียนสังกัด กทม. และสถ. (โรงเรียนในส่วนท้องถิ่น) ไปจนถึงกลุ่มพิเศษที่เราขอแยกออกมาคือกลุ่มโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ เช่น มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ และวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย)
“เมื่อเรารวบรวมข้อมูลทั้งหมด ส่งให้ OECD เขาจะใช้วิธีการทางสถิติวิเคราะห์ออกมาว่าต้องใช้กลุ่มตัวอย่างเท่าไหร่ เช่น 8,000 กว่าคน จาก 270-280 โรงเรียน แล้วเขาจะสุ่มโรงเรียนกลับมาให้เรา จากนั้น สสวท. จะทำการสุ่มตัวนักเรียนในโรงเรียนนั้นๆ อีกที โดยมีเงื่อนไขว่าไม่เกิน 42 คนต่อโรงเรียน ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก PISA ก็เพราะโรงเรียนหรือนักเรียนที่ถูกสุ่มถือเป็นความลับทั้งหมด เขาไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้
ไม่เพียงแต่สุ่มเด็กนักเรียนเข้าสอบ เพราะข้อสอบก็เป็นแบบสุ่มเช่นกัน
“นี่คือจุดที่เด็กไทยไม่คุ้นเคย เราพบว่าเด็กมีคอมเมนต์ว่าทำไม่ทัน อ่านไม่ทัน เพราะข้อสอบบ้านเรามักจะสั้นๆ แล้วตอบเลย แต่ PISA ต้องอ่านอะไรยาวๆ จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2015 ที่เราเปลี่ยนข้อสอบจากกระดาษเป็น คอมพิวเตอร์ ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องการพิมพ์ แต่ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งเลย ยกตัวอย่างข้อสอบวิทยาศาสตร์ ถ้าเป็นกระดาษ ก็จะมีตารางข้อมูลมาให้ เด็กก็อ่านค่าจากตาราง แต่พอเป็นคอมพิวเตอร์ เด็กจะต้องมีทักษะในการคลิก เช่น คลิกเลื่อนอุณหภูมิไปที่ 20 องศา คลิกเลื่อนความดันไปเท่านี้ แล้วค่าเหงื่อถึงจะปรากฏ มันต่างกันแล้ว ซึ่งเด็กโรงเรียน สพฐ. หรือโรงเรียนขยายโอกาส แทบจะไม่เคยแตะคอมพิวเตอร์แบบนี้เลย ขณะที่โรงเรียนอย่างมหิดลฯ หรือกำเนิดวิทย์ เขาทำข้อสอบบนคอมจนชิน”
“ข้อสอบ PISA เป็นแบบสุ่ม หรืออาจเรียกว่ากล่องสุ่มเลยก็ได้ เด็กที่นั่งข้างกันก็ได้ข้อสอบไม่เหมือนกัน เพราะเขาใช้ระบบคลังข้อสอบ อาจจะได้ข้อสอบระดับความยากเดียวกัน แต่คนละโจทย์ คนละสถานการณ์ ที่สำคัญคือ ตอนสอบเด็กจะไม่รู้เลยว่าข้อสอบที่กำลังทำอยู่เป็นด้านไหน มันจะมิกซ์รวมมาหมดเลย เด็กก็อ่านสถานการณ์แล้วก็ทำข้อสอบนั้นในเวลา 2 ชั่วโมง
คำตอบของเขาสะท้อนให้เห็นความในเด็กแต่ละสังกัด ที่อาจได้รับการพัฒนาหรือมีทรัพยากรไม่เท่ากัน และเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาและผู้บริหารระดับประเทศต้องให้ความสำคัญ
PISA ไทยตกต่ำ เรื่องจริงหรือมายาคติ
จากการสอบครั้งที่ 8 (รอบปี 2022) ผลการสอบที่ออกมาว่าต่ำสุดในรอบ 20 ปีนั้นทำให้สังคมเป็นกังวล แต่ ดร.ธีระเดช ได้ให้ข้อมูลอีกด้านที่อาจลบมายาคติหรือคลายความกังวลนี้ลง เช่น ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยที่คะแนนแย่ลงในปีนั้น คะแนนของเด็กเราต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หรือกระทั่งเราแพ้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแล้ว
“ต้องบอกว่าคะแนนเมื่อปี 2022 ต่ำสุดในรอบ 20 ปีจริง แต่นี่ไม่ใช่แค่ประเทศไทย หลายประเทศทั่วโลก หรือแม้แต่คะแนนเฉลี่ยของ OECD เอง ก็ต่ำสุดในรอบ 20 ปีเหมือนกัน เพราะผลกระทบจาก COVID-19 ที่เด็กๆ ขาดโอกาสในการเรียนรู้ในห้องเรียน ดังนั้นการที่สื่อนำเสนอไปว่าคะแนนเราต่ำที่สุด ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นเมื่อเทียบกับบริบทโลก
“อีกเรื่องหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้ คือเวลาสื่อพูดถึงคะแนนเฉลี่ย นั่นคือ ‘คะแนนเฉลี่ย OECD’ ซึ่งมีแค่ 38 ประเทศสมาชิกหลัก แต่ประเทศไทยเราเป็นประเทศเข้าร่วม ซึ่งไม่ได้เป็นประเทศในกลุ่ม OECD คะแนนเราไม่ได้ถูกนับรวมในค่าเฉลี่ยนั้น เหตุผลที่เขาใช้เฉพาะกลุ่ม OECD เป็นหลักในการเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละปี ก็เพื่อให้ข้อมูลมันนิ่งและเปรียบเทียบกันได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าปีนี้สอบ 50 ประเทศ ปีหน้า 70 ประเทศ แล้วเอามาเฉลี่ยรวมกัน ซึ่งการที่เราเข้าร่วมก็เพราะผู้บริหาร สสวท.ในอดีตมองเห็นประโยชน์ในการยกระดับด้านการศึกษาของเรา
“และหลายคนชอบบอกว่าเวียดนามคะแนนสูงกว่าเรา ต้องบอกว่าการเปรียบเทียบนี้มันไม่แฟร์ เพราะเวียดนามเขายังใช้กระดาษสอบอยู่ โดยอ้างว่าประเทศเขาไม่พร้อมเรื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมยืนยันว่าการสอบด้วยกระดาษมันง่ายกว่าเยอะ อย่างที่ผมยกตัวอย่างเรื่องตารางวิทยาศาสตร์ไป ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นช่องว่างที่สำคัญมาก”
เมื่อมองเข้าไปถึงปัญหาที่แท้จริง ดร.ธีระเดชมองว่า ไม่ใช่เรื่องของศักยภาพ แต่เป็นความเหลื่อมล้ำ
“ที่ผ่านมาคนจะพูดเป็นภาพรวมว่า PISA แย่ลง แต่ไม่เคยไปดูในรายละเอียดว่าคือสังกัดไหน จากข้อมูลที่เราวิเคราะห์รายสังกัด เราจะเห็นความเหลื่อมล้ำค่อนข้างเยอะ มี 2 สังกัดที่คะแนนดีมาก คือ กลุ่มโรงเรียนสาธิต (อว.) และกลุ่มโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ (เช่น มหิดลวิทยานุสรณ์, กำเนิดวิทย์, จุฬาภรณราชวิทยาลัย) กลุ่มนี้คะแนนเขาสูงระดับท็อปๆ ของโลก เทียบเท่าสิงคโปร์เลย ฉะนั้นมันทำให้เราเห็นช่องว่างในการพัฒนา ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะยกระดับนักเรียนในสังกัดอื่นๆ ให้ไปด้วยกันทั้งหมด”

จาก PISA สู่ห้องเรียนสมรรถนะ
แม้การสอบ PISA ของเด็กจะไม่ได้มีผลต่อเด็กในการเรียน การสอบเลื่อนระดับชั้น หรือเก็บคะแนนสะสมเพื่อยื่นเข้ามหาวิทยาลัยโดยตรง แต่การสอบนั้นก็ทำให้ได้พบปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ผู้บริหารที่หมายรวมถึงผู้บริหารระดับประเทศและผู้บริหารระดับโรงเรียนปรับกระบวนท่าใหม่ ครูเองก็ต้องปรับกระบวนการเรียนการสอนในห้องเพื่อให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ และแก้โจทย์เหล่านี้ได้ ซึ่งดร.ธีระเดชเห็นด้วยว่า ‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ คือคำตอบ เพราะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘เรียนแล้วรู้อะไร’ ไปเป็น ‘เรียนแล้วเอาไปทำอะไรได้’ ซึ่งตรงกับหัวใจของ PISA
“พอครูเข้าใจ PISA เขาจะรู้ว่าการสอนคณิตศาสตร์ไม่ใช่เน้นบวกลบคูณหาร แข่งกันบวกเลข เพราะ PISA ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการคำนวณขนาดนั้น ตอนสอบคอมพิวเตอร์มีเครื่องคิดเลขให้อยู่แล้ว เขาให้ความสำคัญกับการ ‘คิด’ ว่าจะถอดโจทย์ปัญหาในชีวิตจริงออกมาเป็นสมการคณิตศาสตร์ได้อย่างไร เราต้องทำให้เด็กเห็นว่าคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาในชีวิตได้ เขาจะได้ไม่ได้รู้สึกว่าน่ารังเกียจหรือเป็นเรื่องยาก”
ความหวัง PISA 2025: เมื่อทั้งระบบเริ่มขยับพร้อมกัน
จากผลการสอบ 8 ครั้งที่ผ่านมา ที่คะแนนของเด็กไทยมีขึ้นมีลง และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2015 เมื่อเปลี่ยนวิธีการสอบจากกระดาษมาเป็นคอมพิวเตอร์ที่เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย หรือปี 2022 ซึ่งผลคะแนนต่ำที่สุดด้วยมีปัจจัยเรื่องโรคระบาดมาเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ในขณะที่หลายฝ่ายต่างเป็นกังวล ดร.ธีระเดชกลับมีความมั่นใจมากขึ้นในการสอบครั้งล่าสุด
“เรามีความมั่นใจว่าคะแนนน่าจะดีขึ้นกว่าในรอบที่ผ่านมา เพราะปีนี้เรามีผู้บริหารทุกระดับทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง มีการประชุมติดตามผลกันแทบจะทุก 2 สัปดาห์ สสวท. เองก็ทำชุดพัฒนาการเรียนรู้ในระดับม.1 ม.2 และ ม.3 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่จะสอบ โดยแทรกกิจกรรมเหล่านี้เข้าในเนื้อหาวิชาเรียนปกติ ทำให้เด็กได้ทดลองทำข้อสอบแนว PISA หากวันหนึ่งเขาโดนสุ่มต้องไปทำข้อสอบ เขาก็คุ้นชินกับการสอบลักษณะนี้แล้ว
“และไม่ใช่แค่เราที่ทำ ทาง O-NET (สทศ.) ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการ PISA แห่งชาติเหมือนกัน เขาได้ตอบรับในการปรับเปลี่ยนรูปแบบข้อสอบ O-NET ให้มีลักษณะแนว PISA มากขึ้น คุรุสภาเองก็จะไปปรับในเรื่องของการวัดสมรรถนะครูก่อนที่เขาจะมาเป็นครู คือมันต้องไปด้วยกันทั้งระบบ
“ผมเชื่อว่าศักยภาพของเด็กไทยเราไม่ได้แพ้ เมื่อโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน วิธีการวัดผลก็ต้องเปลี่ยนไป แค่ปากกากับกระดาษก็คงไม่พออีกต่อไป เราเองก็ต้องปรับตามและช่วยกัน” ดร.ธีระเดชกล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหวัง


