Share Post:

ปลดล็อกวิกฤตทุนมนุษย์และการศึกษาไทยสู่อนาคตที่เสมอภาค

Read in 5 Minutes

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการศึกษา คือ เรื่องสำคัญ แต่หากเราย้อนกลับมามองถึงระบบการศึกษาของประเทศนั้น เราจะมีคำถามอะไรค้างคาอยู่ในใจหรือเปล่าหรือเราสามารถปรับปรุงระบบการศึกษาของไทยได้อีกมั้ยและในแนวทางหรือรูปแบบใดที่จะส่งเสริมให้เด็กและผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีและทั่วถึง วันนี้เราจะมีดูข้อเสนอและมุมมองต่าง ๆ จาก 6 ภาคีที่มีต่อการศึกษาไทย ทั้ง 6 ภาคีได้เสนอข้อเสนอและแนวทางต่าง ๆ ในการปฏิรูประบบการศึกษาโดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทุนมนุษย์ให้ความเท่าเทียมกันและสมรรถนะฐานการศึกษา มีดังนี้

ทาง TDRI ได้เสนอหลากหลายข้อเสนอโดยเน้นไปที่การลดช่องว่างทางเศรษฐกิจเพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทางทุนชีวิตด้านการศึกษาที่เท่าเทียมกันโดยมุ้งเป้าไปที่การลงทุนเชิงมุ่งเป้าตามช่วงวัย ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการสร้างทักษะที่สอดคล้องตามตลาดแรงงาน โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้

  1. ปฐมวัย: เนื่องจากมีเด็กจำนวนมากประสบภาวะทุพโภชนาการและพัฒนาการที่ล่าช้าที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้และภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ทาง TDRI ได้เสนอแนะให้มีการอุดหนุนถ้วนหน้า (รวมถึงสตรีมีครรภ์) พร้อมทั้งขยายศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ ราคาจับต้องได้และมีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น
  2. วัยเรียน: เห็นได้ชัดว่าการศึกษาภาคบังคับมีปัญหาอย่างชัดเจนจากผลการสอบ PISA ที่บ่งชี้ว่าเด็กไทยขาดความสามารถด้านการอ่านและคำนวณ จึงควรยกระดับโรงเรียนขนาดเล็ก ปรับงบประมาณตามความต้องการเฉพาะและทำการปฏิรูปหลักสูตรที่เน้นทักษะ การคิด วิเคราะห์และการประเมินผลรายบุคคล
  3. วัยทำงาน: พบว่าแรงงานไทยจำนวนมากขาดทักษะที่จำเป็นหรือกำลังใช้ทักษะไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนจบมา การฝึกอบรมยังไม่ทั่วถึงและไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่แท้จริง ประกอบกับงบประมาณจากภาครัฐที่เห็นได้ชัดว่ายังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเท่าที่ควร จากสิ่งเหล่านี้เองทาง TDRI เสนอให้ยกระดับ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เป็นวาะแห่งชาติ เพิ่มงบประมาณอย่างก้าวกระโดดพร้อมกับจัดตั้งกลไกลแบบ Demand-Driven และให้ภาคเอกชนมีบทบาทหลักในการจัดอบรมรวมถึงการใช้ระบบ Skills Future เพื่อผลักดันสู่การจ้างงานต่อไป
  4. กลุ่มเปราะบาง: เนื่องจากกลุ่ม NEETs (Not in Education, Employment, Training) และกลุ่มผู้พิการเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่มีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษา ดังนั้นจึงเสนอให้ มีมาตรการเชิงรุกบูรณาการสำหรับคนกลุ่มนี้ ตั้งแต่การติดตาม เข้าถึง ฝึกอาชีพจนถึงการคุ้มครองทางสังคม
  5. ผู้สูงวัย: ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องจำใจทำงานและรับรายได้ที่ต่ำ กรณีเช่นนี้ทาง TRDI เห็นว่าควรมีการฝึกทักษะเฉพาะวัยและส่งเสริมความยืดหยุ่นของช่วงอายุในการจ้างงาน

อ่านข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่: https://drive.google.com/drive/folders/12PxjBL7UNILr-Nv6bdoAGo5ncjChU7I4?usp=drive_link

ทาง TEP ได้เสนอข้อเสนอที่มีใจความสำคัญที่ว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการอยู่รอดของการศึกษาไทย โดยข้อเสนอที่กล่าวมานั้นมีดังนี้

  1. มีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการกระจายอำนาจคืนสู่โรงเรียน 
  2. ประกาศเจตนารมณ์เพื่อปรับสู่ “การศึกษาฐานสมรรถนะ” เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมระบบประเมินและทบทวนหลักสูตรสม่ำเสมอ
  3. ลดโครงการจากส่วนกลางและให้อิสระแก่โรงเรียนในการบริหาร จัดการหลักสูตร และการรายงานผลพร้อมทั้งนำการเปลี่ยนแปลงเหล่าสู่ขยายผลสู่ระดับประเทศ
  4. ใช้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นสนามทดสอบไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการครู การประเมินคุณภาพเชิงความเสี่ยงและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่
  5. เปิดพื้นที่ให้องค์กรนอกการศึกษา รวมถึงนักเรียนและผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดนโยบาย กำกับ และประเมินผล

อ่านข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่: https://drive.google.com/drive/folders/1OqUZYsElFqvDOiNhFt4Ws1UWPNEfe0qU?usp=drive_link

การสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) กำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลกและได้ถูกผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติในหลาย ๆ ประเทศ โดยข้อเสนอจากสภาการศึกษาคำนึงถึงประเด็นและประโยชน์ที่จะได้รับจึงชู การใช้ “เมืองและชุมชน” เป็นฐานของระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีแนวทางดังนี้

  1. แนวทางที่ 1: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ๆ เข้ามามีส่วนร่วม
  2. แนวทางที่ 2: บูรณาการระหว่างภาคีเครือข่ายและส่งเสริมศักยภาพของผู้นำชุมชนในการสร้างแฟลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย
  3. แนวทางที่ 3: พัฒนาหลักสูตรและศักยภาพเพื่อเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน
  4. แนวทางที่ 4: พัฒนาการสื่อสารสาธารณะโดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ประชาชนและภาคีเครือข่ายมีโอกาศสร้างสื่อการเรียนรู้หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

อ่านข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่: https://drive.google.com/drive/folders/1L_R4jSWg3260kH1nxD2D832EPu_cWkwo?usp=drive_link

สภาผู้บริโภคให้ความสำคัญในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและได้เสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น โดยมีการเสนอให้มีการตัดทอน ปรับ และเพิ่มข้อความต่าง ๆ ในตัวกฎหมายดังนี้ 

  1. มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542: ขยายความหมาย “ค่าใช้จ่ายทางการศึกษา” ให้ครบถ้วน
  2. มาตรา 58 (2): ตัดข้อควาที่กำหนดให้ บุคคล ครอบครัว องค์กรต่าง ๆ ต้องร่วมภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาออก
  3. มาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542: เพิ่มข้อความในทำนองที่ว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
  4. สนับสนุนการเรียนปริญญาตรีใบแรกฟรี โดยจำกัดในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ

อ่านข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่: https://drive.google.com/drive/folders/16BygS8dGG2no5A-SLD3I7d3l40PKKA24?usp=drive_link

  1. ส่งเสริมให้ทุกคนมีทุนที่เท่าเทียมกันมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสโดยการลงทุนการพัฒนาทักษะและการคิด วิเคราะห์ขั้นสูง เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าถึงสื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มากขึ้น
  2. ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความไม่แน่นอนและเทคโนลียี มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาทักษะขั้นสูงที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกปัจจุบัน รวมถึงให้ความสำคัญกับการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการท่องจำ 
  3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น โดยการกระจายอำนาจและให้ความอิสระแก่โรงเรียน สร้าง Learning Passport หรือระบบหน่วยกิตที่สามารถใช้ได้ทั้งในและนอกโรงเรียนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 
  4. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกันให้สอดคล้องกับบริบท 
  5. ส่งเสริมความพร้อมและสร้างเกราะป้องกันเมื่อผู้เรียนและสถานศึกษาเมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต
  6. ปฎิรูปงบประมาณจากการจ่ายรายหัวเท่ากันเป็นการจัดสรรตามความเหมาะสมและบริบทที่แตกต่างกัน

อ่านข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่:  https://drive.google.com/drive/folders/1YRlH-wVeOuYNYMN9kT7Scpjh4ZfUrsqO?usp=drive_link

มุมมองที่ทางหอการค้าไทยได้นำเสนอนั้นเป็นมุมมองที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการศึกษาและมุ่งเป้าที่จะทำให้การศึกษาเป็น “นโยบายแห่งชาติ” 

  1. สร้างแนวทางและกรอบนโยบานการศึกษาให้เป็น นโยบายแห่งชาติ ที่ทุกรัฐบาลต้องนำไปปฏิบัติตามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
  2. มีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้และทันสมัย
  3. สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ
  4. สร้างคนให้มีสมรรถนะทันต่อโลกยุคใหม่พร้อมกับคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย
  5. ภาครัฐ เอกชนและประชาสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย
  6. พัฒนาผู้บริหารและผู้สอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

อ่านข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่:  https://drive.google.com/drive/folders/1_ShpH-bJHoQ8a-29eEPgRpmb8Pd9Lck7?usp=drive_link


จากข้อเสนอและมุมมองทั้งหมดของทั้ง 6 ภาคีจะเห็นได้ว่าทั้งหมดมีหลายประเด็นที่เห็นพ้องต้องกับว่า ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต การชูนโยบายการศึกษาให้เป็นวาะแห่งชาติ การกระจายอำนาจสู่โรงเรียนและการเรียนฟรีต้องฟรีจริง ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบการศึกษาของไทยซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาทักษะและความสามารถที่จำเป็นในการขับเคลื่อนระบบต่าง ๆ ของประเทศ อาจจะพูดได้ว่า การศึกษาคือกุญแจยกระดับทุนมนุษย์ไทยและการสร้างชาติแห่งการเรียนรู้ระยะยาว

บทความอื่นๆ

หลักสูตรต้องทันสมัย – การศึกษาไทยต้องเท่าเทียม เรื่องด่วน ‘การศึกษา’ ที่คนไทยอยากให้รัฐมนตรีศึกษาฯคนใหม่แก้ไขทันที!

Read in 1 Minutes ในช่วงเวลาสำคัญที่การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 กำลังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนให้ดังขึ้นอีกสักนิด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

อ่านต่อ

ณัฐวุฒิ เพิ่มจิตร: ชำแหละหลักสูตรการศึกษาไทย หากยังย่ำที่เดิม จะยิ่งเพิ่มปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ

Read in 3 Minutes มาถึงวันนี้ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการศึกษาของไทยที่มีปัญหาขั้นวิกฤติ และหลักฐานนั้นยิ่งชี้ชัดจากผลสอบ PISA ในปี 2565

อ่านต่อ
Scroll to Top