Share Post:

ณัฐวุฒิ เพิ่มจิตร: ชำแหละหลักสูตรการศึกษาไทย หากยังย่ำที่เดิม จะยิ่งเพิ่มปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ

Read in 3 Minutes

มาถึงวันนี้ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการศึกษาของไทยที่มีปัญหาขั้นวิกฤติ และหลักฐานนั้นยิ่งชี้ชัดจากผลสอบ PISA ในปี 2565 พบว่าทักษะของนักเรียนไทย ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน รั้งอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศที่ร่วมประเมินโดยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำลงทุกด้านเมื่อเทียบกับการสอบครั้งก่อนหน้าในปี 2561 มากไปกว่านั้นคือเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าร่วมประเมินเมื่อปี 2543

“ผลการสอบของปี 2568 นี้ ผมไม่คิดว่าจะดีขึ้น เพราะโครงสร้างระบบการศึกษาของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักเมื่อเทียบกับการสอบครั้งที่ผ่านมา เรายังใช้หลักสูตรเดิม คุณภาพครูก็ยังไม่ได้แตกต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นคะแนนไม่น่าจะต่างจากเดิมมากนัก” ณัฐวุฒิ เพิ่มจิตร นักวิจัย ทีมนโยบายและแผนปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นที่สะท้อนถึงปัญหาหลักสูตรการเรียนของไทยที่ใช้อยู่ปัจจุบัน และไม่ตอบโจทย์กับโลกในศตวรรษที่ 21 อีกต่อไปแล้ว 

“เด็กไทยกว่าครึ่งมีความสามารถต่ำกว่าระดับพื้นฐานทั้งสามวิชา สรุปง่ายๆ คือ เขาไม่สามารถใช้ความรู้ทางวิทย์ คณิต และการอ่าน มาใช้ในการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ในระดับที่น่าพอใจ ตลอดทั้งการสอบที่ผ่านมา คะแนนการสอบก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ช่องว่างระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างระหว่างเด็กรวยกับเด็กที่มีปัญหาทางการเงินก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นนอกจากคะแนนไม่น่าพอใจแล้ว ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

และแน่นอนว่า หากกราฟการศึกษาของไทยยังมีแนวโน้มที่ต่ำลงเช่นนี้ จะนำมาซึ่งปัญหาสังคมในอีกหลายมิติ

“มีผลกระทบทั้งในแง่สังคมและเศรษฐกิจ ในแง่สังคม หากคะแนน PISA แย่ลงเรื่อยๆ จะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นที่คนมีต่อระบบการศึกษาไทยแน่นอน และเมื่อคนไม่เชื่อมั่นในระบบการศึกษาแล้ว คนที่มีทรัพยากรมาก จะย้ายไปเรียนเอกชน ไปโรงเรียนทางเลือก หรือไปเรียนต่างประเทศ ในขณะที่เด็กที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากนัก จะเกิดการตั้งคำถามว่า เรื่องที่เรียนมีประโยชน์แค่ไหน เรียนแล้วเอาไปใช้งานได้มั้ย เขาจะได้รับการจ้างงานหรือเปล่า ซึ่งทำให้เขาอาจไม่ตั้งใจเรียน เรียนอย่างทุกข์ทรมาน หรือออกไปจากระบบการศึกษาในที่สุด ซึ่งการที่เด็กรวยมีโอกาสในการศึกษาที่ดี เด็กที่ไม่รวยนักต้องหลุดจากระบบการศึกษา ก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสและรายได้ในอนาคต ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาสังคมในอีกหลายๆ เรื่องตามมา”

เพื่อฉายภาพของหลักสูตรการศึกษาไทย หรือหลักสูตรแห่งชาติ ที่เรียกว่า ‘หลักสูตรแกนกลาง’ ให้ชัดขึ้น ณัฐวุฒิอธิบายว่า “หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตรที่การศึกษาขั้นพื้นฐานบังคับใช้ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ถึงมัธยมศึกษาปีที่หก หลักสูตรฉบับนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ลักษณะเด่นของหลักสูตรนี้คือ เป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standards-Based Curriculum) กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้เอาไว้ชัดเจนเลยว่า การที่นักเรียนจบแต่ละปี เขาจะสามารถทำอะไรได้ ซึ่งในปีที่หลักสูตรนี้ออกมาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่มาก เพราะว่าเมื่อก่อนเวลาครูเตรียมสอน ก็จะเตรียมเนื้อหาตามหลักสูตร ไม่ได้มีว่านักเรียนทำอะไรได้ หลักสูตรเป็นตัวเซตมาตรฐานขั้นพื้นฐานให้นักเรียนทุกคนต้องไปถึง แต่เมื่อเราใช้หลักสูตรนี้มาสักพักหนึ่งก็เริ่มเห็นว่ามีบางประเด็นไม่เหมาะสมกับยุคสมัย 

“แม้กระทรวงศึกษาธิการจะบอกว่ามีการอัปเดตมาโดยตลอด แต่หากมองถึงการอัปเดตที่เนื้อหาสาระจริงๆ มีแค่ครั้งเดียวคือ ปี 2560 เป็นการอัปเดตเนื้อหาในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ซึ่งทำได้ค่อนข้างดี แต่เนื้อหาสาระของวิชาอื่นๆ ยังไม่ต่างจากหลักสูตรตั้งแต่ตอนประกาศใช้เมื่อปี 2551 

“แล้วถ้าอ่านในเนื้อหาอย่างละเอียดจริงๆ จะเห็นว่าเนื้อหาไม่ต่าง ที่ต่างมีเพียงแค่การบริหารจัดการ เช่น การกำหนดเป้าหมายจากสามปีเป็นรายหนึ่งปี ดังนั้นก็อาจได้บอกว่า การเปลี่ยนที่ผ่านมาเปลี่ยนแค่การบริหารจัดการ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยต่างจาก 30 ปีที่แล้วนัก ซึ่งตอนเขียนหลักสูตรเป็นการเขียนตามความคาดหวังของสังคมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ถ้าเรานับแค่โควิดที่ผ่านมา โลกเราเปลี่ยนไปพอสมควร ดังนั้นหลักสูตรที่เขียนขึ้นในเวลานั้นก็อาจจะล้าสมัยเกินไปแล้ว”

และเมื่อลงลึกถึงปัญหาของหลักสูตรที่มองว่าไม่เหมาะกับสมัยปัจจุบัน ณัฐวุฒิอธิบายเพิ่มเติมว่า “หลักสูตรแกนกลางไม่เหมาะกับเป้าหมายการเรียนรู้ เป้าหมายส่วนใหญ่ที่หลักสูตรแกนกลางกำหนดว่าเด็กต้องทำอะไรบ้าง สิ่งที่เด็กทำได้คืออธิบายว่ามีความรู้อะไรอยู่ แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเด็กสามารถเอาความรู้นั้นไปใช้ในสถานการณ์อะไรได้ เช่น อาจจะอธิบายแนวคิดทฤษฎีบางอย่างได้ แต่ไม่สามารถนำแนวคิดทฤษฎีนั้นไปแก้ปัญหาอะไรได้ นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ของหลักสูตรแกนกลาง 

“ทั้งยังมีปัญหาย่อยอื่นๆ อีก เช่น หลักสูตรแกนกลางมีชั่วโมงเรียนค่อนข้างมาก ประเทศไทยเรานับเฉพาะระดับประถมศึกษา เรากำหนดว่าในปีหนึ่งเด็กต้องเรียนไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมง 6 ปีก็คือ 6,000 ชั่วโมง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น กลุ่มประเทศ OECD (กลุ่มประเทศในองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว) ซึ่งการศึกษาโดยเฉลี่ยดีกว่าประเทศไทย แต่เราเรียนเยอะกว่าเขาประมาณ 1,500 ชั่วโมง หรือเทียบเป็นปีการศึกษาก็ 1 ปีครึ่ง การที่นักเรียนเรียนเยอะขนาดนี้ นอกจากเด็กจะเหนื่อยล้า คุณครูก็เตรียมสอนได้ไม่เต็มที่ ต้องแบกคาบสอน 20-30 คาบ ลองนึกภาพดูว่าถ้าเราต้องแบกคาบสอนเยอะขนาดนั้น การจะออกแบบการสอนให้กับนักเรียนทุกคนอาจทำได้ไม่ดีเท่าแบกคาบสอนน้อยลงเหลือ 10 คาบ เป็นต้น

“ปัญหาของหลักสูตรแกนกลาง เอาแบบที่ตรงที่สุดก็คือ เราเรียนเนื้อหาเยอะมาก และเป็นเนื้อหาวิชาการ ซึ่งการเรียนเนื้อหาไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ว่าเรียนแล้วไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร ผมคิดว่าไม่เหมาะกับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องการเตรียมคนเข้ามาสู่สังคม การเรียนเนื้อหาวิชาการจะเหมาะกว่าในการเรียนระดับที่สูงขึ้น”

ขณะที่เนื้อหาวิชาเรียนเป็นไปอย่างหนักหน่วง เด็กไทยก็ต้องผจญกับการสอบและการแข่งขันตั้งแต่วัยเยาว์ที่กระเป๋าใส่ตำราเรียนใบใหญ่กว่าตัว และเป็นเช่นนี้จนถึงการสอบเข้าระดับอุดมศึกษา ในช่วงชีวิตวัยเรียน เด็กคนหนึ่งต้องผ่านระบบการสอบจำนวนมาก ไม่ว่าการสอบในชั้นเรียน หรือการสอบ O-Net, A-Net, GAT/PAT, TCAS

กับการสอบเข้าโรงเรียนประถมของเด็กอนุบาล ถ้ามองตามหลักวิชาการก็คงเร็วเกินไป แต่ในมุมพ่อแม่ที่กังวลก็อาจช้าไปอีก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนดีใกล้บ้านมันยังไม่เกิดขึ้นในไทย แปลว่าแม้อยากจะให้เด็กเข้าไปในโรงเรียนดีๆ แต่โรงเรียนดีๆ ไม่ได้มีการควบคุมกำกับเหมือนต่างประเทศว่ารับเฉพาะเด็กในเขต เพราะฉะนั้นก็ลงเอยด้วยการสอบ คิดว่าเรื่องนี้สามารถแก้ได้ในเกมยาว ถ้าโรงเรียนดีใกล้บ้านมีไม่ได้ ก็ควรต้องผลักดันกฎหมายว่าอย่าสอบเด็กที่เล็กเกิน เพราะจะมีปัญหาเรื่องพัฒนาการ ถ้ามีเด็กมาเกินก็ใช้วิธีจับสลากเอา 

“การสอบของประเทศไทยมีเยอะมาก สาเหตุจริงๆ ของเรื่องนี้คือความไว้เนื้อเชื่อใจขององค์กรต่างๆ ในการทดสอบ ระบบการศึกษาที่ดีควรออกแบบข้อสอบมาให้น้อยที่สุด และใช้ประโยชน์มาให้ได้มากที่สุด หลายประเทศ เช่น อังกฤษ สกอตแลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟินแลนด์ การทดสอบเหล่านี้จะจำกัดเฉพาะเด็กมอปลาย ก่อนหน้านี้จะไม่มีการบังคับเด็ดขาด แต่ของเรามีเยอะมาก ตอนประถมก็มี RT, NT ป.3 ม.6 มี O-NET ม.6 ก็มี TCAS  ม.1 ม.4 ก็ต้องสอบ สอบเต็มไปหมด

“แต่ในประเทศที่ออกแบบมาดี เด็กจะจบการศึกษาได้ต้องผ่านข้อสอบ แล้วข้อสอบนั้นชี้วัดคุณภาพของนักเรียน คุณภาพของระบบการศึกษา รวมถึงนักเรียนสามารถเอาคะแนนนั้นไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วย ไม่ต้องสอบซ้ำสอบซ้อน ส่วนการสอบระหว่างปี  เช่น RT, NT, O-NET ในชั้นเด็กๆ ประเทศไทยให้เหตุผลในการสอบไปว่า เพื่อประเมินคุณภาพของโรงเรียนว่าเขาทำงานดีแค่ไหน แต่ประเทศที่ไม่ให้มีการสอบพวกนี้เข้าไปในโรงเรียนเขาบอกว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานในการประเมินที่ต้องเก็บข้อมูลมาเอง เช่น ผลประเมินที่โรงเรียนมีการประเมินเด็กอยู่แล้ว หรือข้อมูลผลการทดสอบของเด็ก เป็นต้น เพื่อที่เด็กจะไม่ต้องมามีปัญหากับการสอบเยอะ”

ต่อการตั้งคำถามถึงหลักสูตรการศึกษาที่เป็นไปอย่างกว้างขวางว่า ประเทศไทยจะสามารถปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแกนกลาง เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไทยตอบโจทย์โลกปัจจุบันได้หรือไม่ คำตอบของคำนี้ยังพอมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ด้วยหน่วยงานการศึกษาในประเทศไทย ได้มีความพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรระดับชาติ จากหลักสูตรแกนกลางที่เน้นการเรียนรู้เนื้อหาสาระ เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่เน้นการนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และได้นำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปทดลองใช้จริงในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562

ทั้งนี้ หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) คือแนวคิดทางการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ ทักษะ และเจตคติอย่างเหมาะสม ในการจัดการกับสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการใช้หลักสูตรนี้ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ฯลฯ 

“ถ้าอธิบายอย่างง่ายที่สุด หลักสูตรฐานสมรรถนะเป็นเป้าหมายและแนวทางจัดการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างประสบความสำเร็จ จุดที่ต่างกันของหลักสูตรฐานสมรรถนะกับหลักสูตรแกนกลาง คือเนื้อหาของเป้าหมาย ยกตัวอย่าง หากเป็นเรื่องเพศศึกษา ในหลักสูตรแกนกลางจะเขียนอธิบายถึงอวัยวะและการดูแล การป้องกันความเสี่ยงทางเพศ แต่หลักสูตรฐานสมรรถนะจะเน้นชัดเจนเลยว่า ให้นักเรียนดูแลสุขภาวะทางเพศให้เหมาะสมตามช่วงวัย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

“ในแง่เวลาเรียนก็ต่างกันพอสมควร หลักสูตรฐานสมรรถนะ เวลาเรียนจะลดลงจากเดิมไป 15 เปอร์เซ็นต์ จาก 6,000 ชั่วโมง เป็น 5,100 ชั่วโมง ตลอดระดับประถมศึกษา ซึ่งยังสูงกว่าประเทศ OECD แต่ก็เป็นทิศทางที่ดีขึ้นถ้าเทียบกับหลักสูตรแกนกลาง ทำให้ครูมีเวลาเตรียมสอนมากขึ้น ประเมินผู้เรียนได้เต็มที่ขึ้น นักเรียนก็มีเวลาเหลือไปเรียนรู้นอกห้องเรียนในเรื่องใหม่ๆ ที่เขาสนใจ”

หลังจากโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้มีการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้ในการเรียนการสอน และทีมวิจัยของ TDRI ได้ติดตามโรงเรียนกลุ่มนี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้น  “เป้าหมายการสอนของโรงเรียน เปลี่ยนจากเน้นความรู้เป็นเน้นสมรรถนะตามหลักสูตรใหม่ เวลาเรียนลดลงจริง มีการเปิดวิชาใหม่ๆ ที่มีความหมายกับชีวิตนักเรียน เช่น การเรียนรู้บูรณาการผ่านปัญหาชุมชนมากขึ้น ห้องเรียนส่วนใหญ่ที่เราไปสังเกต ประมาณ 5-8 ห้อง ครูได้ปรับวิธีการสอน วิธีการประเมินใหม่ จากที่ยืนสอนหน้าห้อง ก็กลายเป็นโค้ชจัดกิจกรรมและคอยไกด์นักเรียน นักเรียนก็มีส่วนร่วมในการเรียนสูงมากตลอดทั้งคาบเรียน อย่างไรก็ตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังเป็นประเด็นที่ต้องศึกษากันต่อไป เพราะเรายังไม่มีการเก็บข้อมูลในส่วนนี้”

“จะช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้หลายเรื่อง” ณัฐวุฒิชี้ให้เห็นถึงผลดีต่ออนาคตประเทศไทยในภาพรวม หากหลักสูตรฐานสมรรถนะถูกนำมาบรรจุเป็นหลักสูตรแกนกลาง ผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักสูตรนี้ คือครู นักเรียน และสังคม

“เราแบ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักสูตรนี้ได้เป็นสามกลุ่ม ครูจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ จากที่เคยต้องแบกคาบสอนจำนวนมาก คาบสอนลดลง ครูจะมีเวลาเตรียมการสอน ประเมินผู้เรียนได้เต็มที่ แล้วหลักสูตรฐานสมรรถนะมีคู่มือครูที่ดีกว่าหลักสูตรแกนกลางพอสมควร ในหลักสูตรระบุชัดว่าแต่ละเป้าหมายควรต้องสอนอย่างไรเพื่อให้ผู้เรียนไปถึงเป้าหมาย ครูก็จะทำงานง่ายขึ้น 

“กลุ่มที่สองได้ประโยชน์ตามมา คือนักเรียน การเรียนรู้ของนักเรียนจะมีความสุขมากขึ้น เพราะได้เรียนในสิ่งที่มีความหมาย รู้ว่าเรียนแล้วเอาไปใช้อะไร เรียนจบแล้วเขาจะมีความสามารถที่เรียกว่าสมรรถนะ คือนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในชีวิตจริงได้ ซึ่งการที่นักเรียนหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังสำคัญในอนาคตมีความสามารถที่ดีขึ้น สุดท้ายประโยชน์ก็จะกลับมาสู่สังคมโดยรวม ปัญหาอาชญากรรมจะลดลง ผลิตภาพทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น ซึ่งการศึกษาที่ดีขึ้น ก็จะทำให้สังคมดีขึ้นในทุกด้าน”

ทั้งนี้ ความพยายามต่อการปรับหลักสูตรแกนกลางให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะของหน่วยงานทางการศึกษาไทย มีมาตั้งแต่ปี 2560 โดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ได้เสนอให้นำแนวคิดการศึกษาฐานสมรรถนะมาใช้กับการพัฒนาหลักสูตรระดับชาติ พร้อมกำหนดกรอบสมรรถนะ 10 ด้านในปี 2562 ต่อมาสำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา (สวก.สพฐ.) ได้เผยแพร่กรอบหลักสูตรสมรรถนะ โดยมีสมรรถนะ 5 ด้าน ในช่วงปี 2563 แต่ถูกยกเลิกแผนการทดลองใช้ ก่อนที่จะมีการขยายเป็นสมรรถนะ 6 ด้านในปี 2564 

แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีหลักสูตรใดที่ถูกนำมาใช้แทนหลักสูตรแกนกลาง “เป็นประเด็นที่น่าติดตามเช่นกัน” ณัฐวุฒิเอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่เขาเองก็ประเมินว่ายังคงมีอีกหลายด่านกว่าวันนั้นจะมาถึง “เพราะหลักสูตรฐานสมรรถนะตอนที่เราร่างกันปี 2563 ก็มาจากโรดแมปหลายรอบมากว่าจะทดลองกี่ปี แล้วจะใช้เมื่อไร ซึ่งในกระทรวงฯ ก็มีปรับอย่างน้อยสองรอบตามรัฐมนตรีที่เปลี่ยนตั้งแต่ปี 2563 แผนปัจจุบันล่าสุดของหลักสูตรฐานสมรรถนะคือ เริ่มใช้ปี 2565 แล้วจะใช้จริงทุกระดับชั้นในปี 2567 แต่ว่าตอนนี้ 2568 แล้ว ยังไม่มีการใช้ 

“และเมื่อสอบถามไปยังกระทรวงฯ ถึงประเด็นนี้ เราได้รับคำตอบว่า จะลองประเมินผลในปี 2569 แล้วจึงจะมีการตัดสินใจอีกที แต่ถ้าดูตามความจริงก็อาจไม่ได้ใช้ในเร็วๆ นี้ เพราะขณะที่กระทรวงฯ บอกว่าจะติดตามประเมินผลแล้วตัดสินใจในปี 2569 ในปีเดียวกันนี้เองกระทรวงฯก็ได้ออกหลักสูตรใหม่มาเช่นกัน และกำลังทดลองใช้ เรียกว่าหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย ซึ่งมีความคล้ายกัน แต่ว่าหลักคิดต่างกัน”

เช่นนี้แล้ว เท่ากับว่าหลักสูตรที่ใช้ในเวลานี้ จึงมีทั้งหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรฐานสมรรถนะตามช่วงวัย และหลักสูตรฐานสมรรถนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ความซ้ำซ้อนของหลักสูตรไม่น่าจะเป็นผลดี 

“ผมคิดว่ามีปัญหาอยู่แล้ว จริงๆ ประเทศที่การศึกษามีคุณภาพ ในงานวิจัยหลายประเทศระบุชัดว่า หลักสูตรของเขาต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาคือการเปลี่ยนหลักสูตรของไทยเป็นเรื่องยากมากๆ แล้วต้องอาศัยแรงผลักดันทางการเมืองเยอะมาก ทำให้หลักสูตรเรายังไม่ได้เปลี่ยน เมื่อไม่ได้เปลี่ยน การศึกษาเราก็ไม่ทันโลก แต่พอคิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่ได้ตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้โรงเรียนทดลองใช้หลักสูตรก็ทำกันอย่างไม่เต็มที่เท่าไร เพราะทำไปด้วยความรู้สึกว่าอีกสองปีเปลี่ยนรัฐมนตรี หลักสูตรใหม่ก็จะมา ฉะนั้นก็ทดลองทำกันอย่างไม่เอาจริงเอาจังเท่าไรนัก มีผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของโรงเรียนว่าหลักสูตรจะเปลี่ยนจริงมั้ย”

อย่างไรก็ตาม ณัฐวุฒิมองว่า การจะผลักดันให้หลักสูตรฐานสมรรถนะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยปัจจัยร่วม “ส่วนหนึ่งคือเรื่องหลักสูตร เราต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากสังคม เพราะว่าเรื่องหลักสูตรเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน และกระทรวงฯ ก็ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้สังคมได้รับรู้เรื่องนี้เท่าไร เวลากระทรวงฯ จะตัดสินใจทำอะไร ไม่ทำอะไร หรือจะเลิกทำอะไรกลางทาง กระทรวงสามารถทำได้เต็มที่ อาจจะมีแรงจากสังคมต่อต้านไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้นถ้ามีแรงจากสังคมที่เข้าใจในเรื่องนี้ ติดตามในเรื่องนี้ และส่งเสียงไปยังกระทรวงฯ ที่ทำอะไรไม่ถูกทิศทางมากขึ้น ก็จะช่วยได้มาก

“อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องการพัฒนาหลักสูตร ผมคิดว่าในระยะยาวเพื่อให้การเปลี่ยนหลักสูตรเป็นเรื่องที่ไม่ต้องอิงกับแรงทางการเมือง เรื่องนี้ควรจะต้องอยู่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่กำลังร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อาจต้องระบุไปเลยว่าหลักสูตรของไทยใครเป็นคนทำ จะมีการทบทวนครั้งใหญ่กี่ปี ประชาชนต้องได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างไร มีส่วนร่วมแค่ไหนในการตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้เมื่อไร ก็จะช่วยให้การเปลี่ยนหลักสูตรเป็นไปตามปกติ ไม่ต้องรอแรงจากการเมืองมาผลักอย่างเดียวเช่นในปัจจุบัน”

เมื่อปลายทางยังมาไม่ถึง และภาพอนาคตก็ยังมองไม่ชัดว่าความพยายามที่ผลักดันกันอยู่นั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่ เราขอให้ณัฐวุฒิช่วยฉายฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น หากหลักสูตรฐานสมรรถนะไม่สามารถเข้าไปสู่การเป็นหลักสูตรแห่งชาติได้ 

“ในแง่การศึกษาน่าจะไม่ต่างจากเดิมมากนัก เพราะว่าเรายังจะใช้หลักสูตรเดิมกันต่อไป ครูก็ยังไม่ต่างจากเดิม แต่ว่าในภาพใหญ่จะมีผลกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่าลืมว่าเทรนด์โลกปัจจุบันนี้คือประชากรเกิดน้อยลง แต่ละประเทศเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาให้มีความสามารถที่สูงขึ้น เพื่อแบกรับการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะสังคมสูงวัย ถ้าเรายังอิงกับหลักสูตรที่เขียนตามความต้องการของสังคมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่โลกจะถูกผลักเข้ามาทำงานในโลกดิจิทัล ก่อนที่ AI จะมาถึง ประเทศไทยก็อาจตามประเทศอื่นไม่ทันทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ

“ภาพที่เราเห็นในปัจจุบันคือสังคมมักมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาว่าระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์เขา อันนี้เป็นสัญญาณที่ชี้บางอย่างว่า กระทรวงฯ เองในการกำหนดหลักสูตรอาจจะมีที่ทางให้สังคมในภาพรวม มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดทักษะที่เด็กควรเรียนน้อยเกินไปหรือเปล่า” เขาสะท้อนบทบาทของรัฐ และทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำถึงสิ่งที่ภาคการศึกษาต้องรับมือ

ในมุมของผมที่เป็นนักวิจัย เรื่องที่ควรต้องเรียนและยังไม่มีในหลักสูตรในตอนนี้คือเรื่อง AI คือไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ อยากจะใช้หรือไม่ AI จะไม่หายไปไหน เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน ที่ยังอยู่กับเรา ฉะนั้นระบบการศึกษาจะต้องเตรียมนักเรียนให้รับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้ ไม่ใช่แค่ใช้เป็น แต่ตระหนักถึงข้อจำกัด ปัญหาที่จะเกิดขึ้น และใช้อย่างรับผิดชอบ

“ขณะที่การศึกษาในภาพรวมวิชาอื่น เราอาจต้องเน้นการจัดการศึกษาเพื่อให้นักเรียนตอบคำถามที่สำคัญที่สุดให้ได้ว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปเรื่อยๆ ถ้าเราเน้นใช้วิชาทางมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ต่างๆ จะทำให้เด็กเข้าใจความหมายดังกล่าว และพัฒนา soft skills เพิ่มขึ้น ถึงตอนนั้นไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปแค่ไหน เราก็จะไม่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีแน่นอน”


อ้างอิง

บทความอื่นๆ

ปลดล็อกวิกฤตทุนมนุษย์และการศึกษาไทยสู่อนาคตที่เสมอภาค

Read in 5 Minutes คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการศึกษา คือ เรื่องสำคัญ แต่หากเราย้อนกลับมามองถึงระบบการศึกษาของประเทศนั้น เราจะมีคำถามอะไรค้างคาอยู่ในใจหรือเปล่าหรือเราสามารถปรับปรุงระบบการศึกษาของไทยได้อีกมั้ยและในแนวทางหรือรูปแบบใดที่จะส่งเสริมให้เด็กและผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีและทั่วถึง วันนี้เราจะมีดูข้อเสนอและมุมมองต่าง

อ่านต่อ

หลักสูตรต้องทันสมัย – การศึกษาไทยต้องเท่าเทียม เรื่องด่วน ‘การศึกษา’ ที่คนไทยอยากให้รัฐมนตรีศึกษาฯคนใหม่แก้ไขทันที!

Read in 1 Minutes ในช่วงเวลาสำคัญที่การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 กำลังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนให้ดังขึ้นอีกสักนิด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

อ่านต่อ
Scroll to Top