Share Post:

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร: ทักษะและสมรรถนะเป็นเรื่องจำเป็น มุมมองการศึกษาใหม่จากโรงเรียนปลาดาว

Read in 2 Minutes

ในวันที่เข็มนาฬิกาของการเปลี่ยนแปลงเดินไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยยังคงติดหล่มอยู่กับคำถามสำคัญที่ว่า “เรากำลังสอนในสิ่งที่โลกในปัจจุบันต้องการอยู่หรือไม่?” 

ในขณะที่หลักสูตรแกนกลาง หรือหลักสูตรแห่งชาติ ที่เน้นการท่องจำยังคงเป็นหัวใจหลัก กลับมีโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่กำลังบุกเบิกเส้นทางการศึกษาใหม่ เพื่อพัฒนา ‘สมรรถนะ’ และ ‘ทักษะ’ ที่จำเป็นสำหรับอนาคต 

โรงเรียนแห่งนั้นคือ ‘โรงเรียนปลาดาว’ โรงเรียนเอกชนประเภทศึกษาสงเคราะห์ ระดับปฐมวัยถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มุ่งจัดการศึกษาให้กับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ และเป็นโรงเรียนต้นแบบภายใต้มูลนิธิ Starfish Education ที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปิดช่องว่างเรื่องคุณภาพการศึกษา และสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา 

“เด็กๆ ที่มาเรียนโรงเรียนปลาดาว ส่วนใหญ่จะมีความต้องการการช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม การดูแลเด็ก ความที่เราเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่นวัตกรรม จึงมีความยืดหยุ่นในตัวหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเรื่องตัวทักษะและสมรรถนะผู้เรียน

นวัตกรรมที่เราใช้ พัฒนามาจากการใช้งานในพื้นที่จริง โดยมุ่งเน้นถึงเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือที่สุด เวลาที่พูดว่าเรามีเทคโนโลยี มีนวัตกรรมทางการศึกษา เรามักคิดถึงเฉพาะเด็กที่มีความสามารถในการซื้อได้ ซื้ออุปกรณ์ ซื้อเวลา ซื้อโรงเรียนดีๆ แต่ในมุมของ Starfish เรามองว่าจะทำให้เกิดความเท่าเทียมได้ยังไง เราจะมีวิธีไหนที่ทำให้การศึกษาแบบนี้ไปถึงทุกคนได้จริงๆ

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิ Starfish Education ให้คำอธิบายถึงโรงเรียนปลาดาว ก่อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของมูลนิธิฯ ที่ก่อตั้งโดย  Dr. Richard Paul Haugland นักสร้างการเปลี่ยนแปลง นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประกอบกิจการชาวอเมริกัน และประธานมูลนิธิฯ คนแรก ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Starfish Country Home School Foundation 

นอกจากโรงเรียนปลาดาวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มูลนิธิ Starfish Education ยังมีโครงการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาครูเกิดขึ้นตามมาอีกหลายโครงการ อาทิ Starfish Labz แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง ที่มุ่งเน้นสิ่งจำเป็นในศตวรรษที่ 21 Starfish Class เครื่องมือประเมินทักษะและสมรรถนะสำหรับนักเรียนและครู Starfish Learning Hub แหล่งเรียนรู้นอกระบบที่ใช้แนวคิด Learning Beyond School และ Starfish Academy เพื่อการพัฒนาครูโดยเฉพาะ

“เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพยังเป็นปัญหาใหญ่ หมายความว่าแค่เข้าถึงโรงเรียนดีๆ หรือเข้าถึงการศึกษาก็ยังยาก แต่ปัจจุบันเมื่อโลกเปลี่ยนไป ภูมิทัศน์ทางการศึกษาเปลี่ยน ภูมิทัศน์การทำงานก็เปลี่ยน การเข้าถึงการศึกษาไม่ได้เป็นปัญหามากนัก เด็กเรามีน้อยแต่โรงเรียนมีมากขึ้น สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่คือคุณภาพการศึกษา 

“เราเชื่อว่าการศึกษาแบบเดิมๆ ไม่สามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อีกต่อไป เราต้องฟังเสียงของเด็ก ของครอบครัว ของสังคม หยิบเอามาเป็นโจทย์ แล้วสร้างนวัตกรรมขึ้นมาแก้โจทย์เหล่านั้น มูลนิธิจึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน”

ด้วยเห็นว่าหลักสูตรแกนกลางที่ใช้อยู่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กนักเรียน โรงเรียนปลาดาวจึงได้เปลี่ยนวิธีการสอนจากการเน้นรายวิชา มาเป็นการสอนแบบบูรณาการผ่านโปรเจ็กต์ต่างๆ เช่น โปรเจ็กต์เกี่ยวกับชุมชน ซึ่งมีการสอดแทรกวิชาสังคม วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทยรวมอยู่ในนั้น 

“การเรียนรู้แบบนี้ทำให้ประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นไปอย่างธรรมชาติ เพราะในชีวิตประจำวันไม่มีใครมาแยกให้เราว่าเรื่องไหนคือคณิตศาสตร์ เรื่องไหนคือภาษาไทย ทุกอย่างล้วนเป็นการบูรณาการกันทั้งหมด” 

และเมื่อมีการประกาศใช้ ‘พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา’ โรงเรียนปลาดาวจึงได้เข้าร่วมเป็นโรงเรียนรุ่นแรกของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทำให้โรงเรียนมีอิสระในการสร้างหลักสูตรของตัวเองที่เน้นเรื่อง ‘สมรรถนะ’ ดร.นรรธพรได้นิยามถึงความหมายให้เห็นภาพชัดเจนว่า 

“สมรรถนะคือหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้เด็กสามารถทำได้ ไม่ใช่แค่จำเนื้อหา สมัยก่อนเด็กที่จะเก่งที่สุดจะได้คะแนนเยอะที่สุด แต่จำแล้วทำไม่ได้ แบบนั้นไม่ใช่สมรรถนะ การเรียนรู้สมรรถนะจะมุ่งเน้นว่า เด็กรู้และจำอะไรได้ เด็กทำอะไรได้ และเขาต้องทำได้ด้วยทัศนคติที่ดีด้วย” 

ในการปรับหลักสูตรมาเป็นการเรียนรู้สมรรถนะ ยังมีนวัตกรรมหลักที่ Starfish Education นำมาใช้ในโรงเรียนปลาดาวอย่าง Makerspace พื้นที่ที่นักเรียนจะได้ ได้คิด ได้ทดลอง ได้ล้มเหลว ได้คิดใหม่ ได้ทำใหม่ “พื้นที่การเรียนรู้แบบนี้ทำให้เด็กเกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหา” ดร.นรรธพรชี้ให้เห็นความสำคัญ

Makerspace คือพื้นที่ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน  (problem-based learning) โดยมี STEAM Design Process เป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย  5 ขั้นตอน คือ Ask (ถาม) Imagine (จินตนาการ) Plan (วางแผน) Create (สร้างสรรค์หรือลงมือทำ) และ Reflect & Redesign (คิดสะท้อนและออกแบบใหม่) ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยมีอยู่ในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม

เราไม่เคยบอกว่าชีวิตของเด็กไม่เคยเจอปัญหา และในชีวิตของเขาเขาต้องทำให้ดีที่สุดตลอดเวลา ใน Makerspace เด็กๆ จะได้เรียนรู้ว่างานทุกอย่างสามารถพัฒนาได้ พวกเขาจะได้ลองผิดลองถูก ล้มเหลวได้ในครั้งแรก แต่มีโอกาสที่จะทำใหม่ได้เสมอ สิ่งที่สำคัญมากกว่าการได้รับความสำเร็จคือ คนที่ล้มแล้วลุกเป็น และทำใหม่ด้วยมายด์เซตที่เติบโตขึ้นทุกครั้ง นี่ต่างหากคือเป้าหมายของการจัดการการศึกษาที่เราเห็นว่ามีความสำคัญ

คอนเซ็ปต์ Makerspace ซึ่งตั้งต้นในอเมริกา และโรงเรียนปลาดาวเป็นต้นแบบในการนำมาปรับใช้ในหลักสูตร

ปัจจุบันมีการขยายผลไปแล้วมากกว่า 400 โรงเรียนทั่วประเทศ

“แต่ละโรงเรียนก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันมาก อย่างโรงเรียนปลาดาวเรามีห้อง Makerspace ที่มีความหลากหลาย มีห้องอาหาร ห้องศิลปะ ห้องสตูดิโอ ห้องช่าง ห้องไม้ ลองจินตนาการว่าในแต่ละห้องเราใช้กระบวนการเดียวกันนี้ พอเด็กเข้าไปในห้อง เด็กก็คิดเองว่าเขาอยากจะทำอะไร จินตนาการได้โดยไม่มีขีดจำกัดกับทรัพยากรที่เขาใช้ได้ โดยยึดห้าขั้นตอนนี้ในกระบวนการทำของเขา”

ส่วนบทบาทของครูผู้สอนจะเปลี่ยนไปจากเดิม โดยทำหน้าที่เสมือนโค้ชที่คอยดูอยู่ห่างๆ “เรารู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่ทำให้ครูได้ถอยออกมา ไม่ต้องสั่งเด็กว่าต้องทำอะไร แล้วไม่ต้องตัดสินเด็กจากจินตนาการของตัวเองหรืองานของตัวเอง พอครูทำแบบนี้ได้ มันเกิดความงอกงาม ครูหลายคนสะท้อนให้เราฟังว่า เขาไม่เคยรู้เลยว่าเด็กคิดได้เยอะขนาดนี้ เพราะว่าเขาไม่เคยปล่อยให้เด็กได้คิดเยอะขนาดนี้ หรือบางอย่างที่เด็กสร้างขึ้นมา มันเกินจินตนาการของครู จินตนาการของเด็กไปได้ไกลมากๆ”

ดร.นรรธพรชี้ถึงอีกหนึ่งข้อดีของ Makerspace ว่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ เธอยกตัวอย่างช่วงโควิด-19 ที่โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน แต่ Makerspace ไม่ได้หยุดการเรียนรู้ของเด็กไปด้วย เพราะสื่อการเรียนการสอนสามารถเดินทางไปถึงบ้านนักเรียนได้ในรูปแบบของ ‘Learning Box’ ซึ่งมีกระบวนการและอุปกรณ์เล็กน้อยส่งไปให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดที่บ้าน สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Makerspace เป็นแนวคิดที่ยืดหยุ่นและสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ 

เป้าหมายของกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Makerspace คือสมรรถนะและทักษะที่ผู้เรียนมี ดร.นรรธพรขยายความว่า “ครูก็ต้องตั้งเป้าหมายในการจัดกระบวนการเรียนรู้ว่าเขาต้องการพัฒนาทักษะอะไรให้ผู้เรียน โรงเรียนปลาดาวเรายึดเรื่องการประเมินใน 4C คือ Communication (การสื่อสาร) Collaboration (การทำงานร่วมกัน) Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์) และ  Creative Thinking (ความคิดสร้างสรรค์) ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นของศตวรรษที่ 21

“นอกจาก 4C แล้ว เราเน้นไปในเรื่องทักษะด้านสังคมและอารมณ์ เช่น การบริหารจัดการตัวเอง (Self-management) การตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness) การเข้าใจผู้อื่น (Empathy) มีความยืดหยุ่นด้านจิตใจ (Resilience) มีความตระหนักรู้ทางสังคม (Social awareness) และสามารถจะอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน (Sustainability) ทักษะเหล่านี้มีความยืดหยุ่นทั้งหมด แล้วแต่ว่าโรงเรียนหรือผู้สอนอยากให้เด็กพัฒนาทักษะด้านไหน”

หนึ่งในข้อกังวลที่อาจมีต่อการจัดการศึกษาด้วยหลักสูตรฐานสมรรถนะ คือเรื่องของการวัดประเมินผล ดร.นรรธพรกล่าวว่า การประเมินฐานสมรรถนะไม่ได้เน้นที่การตัดสินถูกผิดหรือการให้คะแนนแบบ ‘ได้-ไม่ได้’ เหมือนการสอบแบบเดิม แต่เป็นการประเมินแบบ ‘ต่อเนื่อง’ หรือ ‘ตามสภาพจริง’ ที่ครูจะคอยติดตามพัฒนาการของเด็กอยู่เสมอ 

“การประเมินที่ดีควรเป็นการประเมินที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนอยากพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินที่เป็นการตัดสินถูกผิด หรือได้ไม่ได้ แค่ครั้งเดียวหรือสองครั้งในชีวิตของเขา การประเมินแบบนี้จะเปลี่ยนทัศนคติของเด็ก จากที่เคยคิดว่า ‘ไม่จำเป็นต้องเรียนหรอก วันสุดท้ายไปนั่งท่องเอา’ กลายเป็นความรู้สึกว่า ‘อยากจะทำให้ได้ดีกว่าเมื่อวาน’ เพราะพวกเขามีการประเมินอยู่ทุกวัน 

“และแม้ว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะจะไม่ได้มีคะแนนเหมือนหลักสูตรแกนกลาง แต่ทางเทคนิคแล้วเราสามารถนำข้อมูลการประเมินมาคำนวณให้เป็นตัวเลขได้หากโรงเรียนหรือระบบต้องการ อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ได้จะต้องมีคำอธิบายต่อท้ายเสมอว่าคะแนนนั้นหมายถึงอะไร และเด็กสามารถทำอะไรได้บ้าง”

ดร.นรรธพรย้ำว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศอื่น และได้รับการทดลองมาแล้ว 7 ปีในพื้นที่นวัตกรรมของประเทศไทย 

“อนาคตไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไกล คำว่าอนาคตของเรามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน สักที่ใดที่หนึ่งในโลกนี้ บางคนอาจมองว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะเป็นเรื่องอนาคต จริงๆ ไม่ใช่ มีโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรนี้มาแล้วหลายปี และมันอาจจะเป็นอนาคตของอีกหลายโรงเรียนที่ยังไม่ได้ทำ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เราคิดแล้ว แต่เราไม่ทำเสียที”

แม้จะมีความท้าทายในเรื่องคุณภาพของครูและการติดตามผลรออยู่ แต่จากการทำงานด้านการศึกษาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเชื่อว่าตอนนี้ทุกอย่างสุกงอมแล้ว และสิ่งที่สำคัญกว่าความรู้ทางวิชาการก็คือ ‘แอ็กชั่น’ หรือการลงมือทำจริง

“เพราะหากเรายังคงช้า เด็กๆ จะเสียโอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่มีความหมายในชีวิตเขา”

บทความอื่นๆ

ปลดล็อกวิกฤตทุนมนุษย์และการศึกษาไทยสู่อนาคตที่เสมอภาค

Read in 5 Minutes คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการศึกษา คือ เรื่องสำคัญ แต่หากเราย้อนกลับมามองถึงระบบการศึกษาของประเทศนั้น เราจะมีคำถามอะไรค้างคาอยู่ในใจหรือเปล่าหรือเราสามารถปรับปรุงระบบการศึกษาของไทยได้อีกมั้ยและในแนวทางหรือรูปแบบใดที่จะส่งเสริมให้เด็กและผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีและทั่วถึง วันนี้เราจะมีดูข้อเสนอและมุมมองต่าง

อ่านต่อ

หลักสูตรต้องทันสมัย – การศึกษาไทยต้องเท่าเทียม เรื่องด่วน ‘การศึกษา’ ที่คนไทยอยากให้รัฐมนตรีศึกษาฯคนใหม่แก้ไขทันที!

Read in 1 Minutes ในช่วงเวลาสำคัญที่การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 กำลังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนให้ดังขึ้นอีกสักนิด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

อ่านต่อ
Scroll to Top