Read in 5 Minutes
ท่ามกลางความผันผวนของโลกยุค AI และวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ถาโถมใส่สังคมไทย “การศึกษา” คือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดชะตากรรมของประเทศ
ในวาระการเลือกตั้งทั่วไปที่จะถึงนี้ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ได้ระดมสมองถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เพื่อเสนอทางออกให้กับรัฐบาลชุดใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ภายใต้โจทย์สำคัญ: “ทำอย่างไรให้พื้นที่มีอิสระในการบริหาร เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและเท่าทันโลก”


แรงกดดันจากโลกและความท้าทายในไทย
โลกกำลังบีบให้เราเปลี่ยน รายงานจาก OECD ชี้ว่าโลกเรากำลังเผชิญกับ “Twin Transitions” คือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน ในขณะที่ไทยตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูง แต่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานกลับผลิตคนไม่ทันและไม่ตรงโจทย์ จะเห็นได้จากผลสอบ PISA 2022 ที่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี
ซ้ำร้าย เด็กไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตเงียบ” ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเยาวชนมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูง สวนทางกับจำนวนจิตแพทย์เด็กที่มีจำกัดและกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่ อีกทั้งภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม ฝุ่น และคลื่นความร้อน ยังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กในพื้นที่เสี่ยงเสียโอกาสในการเรียนรู้
สถานการณ์ข้างต้นเป็นสัญญาณเตือนว่า ความรู้ตามตำรามาตรฐานเดียว ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ได้อีกต่อไป ไทยต้องปฏิรูปการศึกษามุ่งสู่ทิศทางการสร้างการเรียนรู้ (Learning Compass) เพื่อรับมือกับโลกอนาคตที่ไม่แน่นอน นั่นคือการพัฒนาให้เด็กไทยมีเจตคติและคุณค่า (Attitude and Value) ทักษะ (Skill) และความรู้ (Knowledge) ที่เหมาะสม และสามารถนำองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมผสานกันจนเกิดเป็นสมรรถนะ (Competency) ซึ่งทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายได้อย่างมีคุณค่า ในขณะที่ก็ต้องขบคิบกันว่า ระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์และทรัพยากรกระจุกตัวที่เป็นอยู่ อาจไม่ใช่คำตอบในการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับขีดความสามารถของคนไทยได้อย่างยั่งยืน
สมการความสำเร็จ: เจาะลึกบทเรียน ‘การกระจายอำนาจทางการศึกษา’
ทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า “การกระจายอำนาจ” คือเงื่อนไขสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ประเทศชั้นนำด้านการศึกษาอย่างเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เบลเยียม สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเช็ก ลัตเวีย เอสโตเนีย หรือนิวซีแลนด์ มีจุดร่วมที่สำคัญคือ รัฐกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ท้องถิ่นและโรงเรียนในระดับสูง
แต่การให้อิสระเพียงอย่างเดียวไม่พอ บทเรียนจากต่างประเทศและจากการถอดบทเรียนของ TEP ชี้ว่า ความสำเร็จต้องประกอบด้วย 3 เสาหลักที่สมดุลกัน:
- ความเป็นอิสระ (Autonomy): โรงเรียนต้องเลือกคน เลือกหลักสูตร และใช้งบประมาณได้เอง
- ขีดความสามารถ (Capability): ครูและผู้บริหารต้องมีศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด
- ความรับผิดชอบ (Accountability): ต้องมีกลไกตรวจสอบคุณภาพที่โปร่งใสและยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
จากการสังเคราะห์บทเรียนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก TEP พบข้อสรุปที่สำคัญว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาไม่ใช่ยาวิเศษที่จะสามารถแก้วิกฤตได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องอยู่ภายใต้การบริหารจัดการที่ซับซ้อนและสมดุลในหลายมิติ
งานศึกษาของ OECD ยืนยันว่า ความสำเร็จต้องอาศัย “อิสระที่มาพร้อมความรับผิดชอบ” โดยเฉพาะในประเทศที่โรงเรียนมีอิสระในการกำหนดหลักสูตรและการประเมินผล ซึ่งนักเรียนมักจะมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การให้อิสระในการบริหารงบประมาณและทรัพยากรจะส่งผลดีก็ต่อเมื่อโรงเรียนต้องมีกลไกความรับผิดชอบ เช่น การเปิดเผยข้อมูลผลสัมฤทธิ์ต่อสาธารณะ ในทางกลับกัน การให้อิสระในการจัดสรรทรัพยากรโดยปราศจากกลไกตรวจสอบ มีแนวโน้มที่จะทำให้ผลการดำเนินงานของโรงเรียนแย่ลง
กลุ่มประเทศที่มีคะแนน PISA ในระดับท็อปของโลก ล้วนมีจุดร่วมคือโรงเรียนมีอำนาจตัดสินใจสูงมาก แต่มีกลไกค้ำยันที่หลากหลายแตกต่างกันไป เช่น เนเธอร์แลนด์และสาธารณรัฐเช็ก ใช้โมเดลที่รัฐให้อิสระโรงเรียนกว่า 90% ในการบริหารจัดการ ทั้งการจ้างครูและการใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้โรงเรียนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเด็กในพื้นที่ได้ทันที ขณะที่เอสโตเนีย ใช้โมเดล “ภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจ” (Distributed Leadership) ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนจะกระจายอำนาจให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจทางวิชาการ ส่งผลให้สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด จนคะแนน PISA พุ่งสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ สิงคโปร์เน้นการสร้าง “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (PLC) อย่างเข้มข้น โดยครูใช้เวลา 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการวางแผนร่วมกันเพื่อสร้างนวัตกรรมการสอน ส่วนฟินแลนด์ใช้ “วัฒนธรรมความไว้วางใจ” เป็นฐานราก ทำให้ช่องว่างระหว่างเด็กเก่งกับเด็กอ่อนแคบที่สุดในโลกผ่านการช่วยเหลือเด็กเรียนช้าอย่างทันท่วงที (Early Intervention) ขณะที่เดนมาร์กใช้กฎหมาย “เสียงข้างมากเป็นของผู้ปกครอง” (Parental Majority) ในคณะกรรมการบริหารโรงเรียน เพื่อให้เสียงของพ่อแม่เป็นเสียงชี้ขาดทิศทางและงบประมาณ และสิงคโปร์เองยังใช้ “แรงกดดันจากผู้ปกครอง” เป็นกลไกตรวจสอบตามธรรมชาติที่กระตุ้นให้ผู้บริหารโรงเรียนกว่า 70% ต้องรักษามาตรฐานวิชาการตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า หากรัฐถอยออกมาโดยไม่มีระบบดูแลความเสมอภาค การกระจายอำนาจจะกลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำทันที ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ อาร์เจนตินาและชิลี ซึ่งเคยทดลองถ่ายโอนโรงเรียนและใช้ระบบคูปองการศึกษา (Voucher) หวังให้เกิดการแข่งขัน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็น “การแบ่งแยกชนชั้น” (Segregation) โดยโรงเรียนที่ดีดึงดูดเฉพาะเด็กเก่งและรวย ทิ้งเด็กยากจนไว้ในโรงเรียนคุณภาพต่ำ ทำให้ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้นโดยที่คุณภาพการศึกษาภาพรวมไม่ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ สวีเดน (ยุค 90) ยังเคยมีคะแนน PISA ตกต่ำลง เนื่องจากกระจายอำนาจแบบ “เบ็ดเสร็จ” เร็วเกินไป ในขณะที่ครูและผู้บริหารยังปรับตัวไม่ทันและรับมือกับภาระงานบริหารที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว จนเกิดความเครียดและประสิทธิภาพการสอนลดลง
ดังนั้น รัฐมนตรีฯ ใหม่จึงต้องตระหนักว่า “การกระจายอำนาจ ไม่เท่ากับ การปล่อยให้ทำเองทุกอย่าง”
แต่คือการปรับบทบาทรัฐจากการสั่งการส่วนกลางมาสู่การกำกับดูแลมาตรฐาน เสริมสร้างขีดความสามารถให้กลไกในพื้นที่ดำเนินงานได้อย่างมีอิสระและเต็มศักยภาพ ตลอดจนสร้างระบบความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
ถอดรหัส: พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ติดขัดตรงไหน?
ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ได้ลงลึกไปการถอดบทเรียนจากพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” (Education Sandbox) 20 จังหวัด เพื่อดูว่าเมื่อเริ่มให้อิสระจริง ๆ แล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยพบทั้ง “บทเรียนความสำเร็จ” และ “กับดักเชิงโครงสร้าง”
1. กับดักวิชาการ: “สอนแบบใหม่ แต่สอบแบบเก่า”
- ความสำเร็จ: พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมฯ ปลดล็อกให้โรงเรียนเลือกหลักสูตรเองได้ หลายโรงเรียนในพื้นที่นำร่องปรับไปใช้ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” (Competency-based curriculum) ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมสูงขึ้นและครูปรับวิธีสอนเชิงรุกมากขึ้น
- ทางตัน: แต่เมื่อถึงเวลาวัดผล ระบบรายงานผล (ปพ.) และการสอบ O-NET ยังอิงเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางปี 51 ทำให้ครูต้องทำงานซ้ำซ้อน คือ “สอนสมรรถนะ แต่ยังต้องเทียบคะแนนกรอกลงระบบวัดผลแบบเก่า” สร้างภาระงานมหาศาลและความสับสนให้ผู้ปกครอง
2. กับดักคน: “อยากได้คนเก่ง แต่กฎระเบียบไม่เอื้อ”
- ความพยายาม: หลายจังหวัดพยายามใช้ระบบ Headhunting (ทาบทามคนเก่ง) เพื่อหาผู้อำนวยการและครูที่มีวิสัยทัศน์ตรงกับโรงเรียน
- ทางตัน: ติดขัดที่ระเบียบราชการส่วนกลาง ฐานข้อมูลบุคลากรไม่เชื่อมโยงกัน และสำนักงานเขตพื้นที่ฯ บางแห่งยังไม่กล้าใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมฯ อย่างเต็มที่ เพราะกลัวผิดระเบียบปกติ ทำให้โรงเรียนยังได้คนที่ไม่ตรงกับงาน หรือเสียคนที่มีคุณภาพและเข้าใจเป้าหมายของโรงเรียนไปเพราะการโยกย้ายตามวาระปกติ
3. กับดักคุณภาพ: “ประเมินเพื่อตัดสิน ไม่ใช่เพื่อพัฒนา”
- ปัญหา: ระบบประกันคุณภาพภายนอกแบบเดิม เน้นตรวจเอกสาร ตัวชี้วัดแข็งตัว และไม่ดูบริบทพื้นที่ ทำให้โรงเรียนต้องใช้เวลาในการเตรียมเอกสารและหลักฐานที่ อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสำเร็จของผู้เรียนและห้องเรียน
- ความหวัง: จังหวัดระยองมีความก้าวหน้าสูงสุดในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพแบบใหม่ เพราะมีภาคีเอกชนและท้องถิ่นที่เข้มแข็ง (RILA) เข้ามาช่วยสร้างระบบรับรองคุณภาพเอง เน้นประเมินที่ผลสัมฤทธิ์เด็กจริง ๆ และให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาโรงเรียนได้อย่างเป็นระบบ
4. กับดักความเหลื่อมล้ำ: “กระบวนการดี แต่ผลสัมฤทธิ์ยังต้องรอ”
- ความจริงที่น่าห่วง: ข้อมูลประเมินล่าสุดพบว่า แม้พื้นที่นวัตกรรมจะผ่านการประเมินเรื่องกระบวนการและความร่วมมือ แต่ “ช่องว่างผลสัมฤทธิ์” (Achievement Gap) ระหว่างเด็กกลุ่มต่าง ๆ ยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- บทเรียน: แค่เปลี่ยนกฎหมายไม่พอ ต้องอาศัยเวลาและการลงทุนทรัพยากรลงไปที่ห้องเรียนและตัวครูให้มากกว่านี้ ปลดล็อคข้อจำกัดอื่นๆ ให้ได้จริง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้กลายเป็นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้
จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยเรามีพื้นที่นำร่องด้านการกระจายอำนาจอยู่จำนวนหนึ่ง แม้จะยังติดข้อจำกัดที่ทำให้ขาดความความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และยังขาดการสนับสนุนด้านวิชาการที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม โรงเรียนนำร่องดังกล่าวก็เป็นต้นทุนทางการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความหวังในการสร้างนโยบายและแนวทางการกระจายอำนาจให้เกิดขึ้นจริง
“การกระจายอำนาจดีจริงหรือไม่” ผลสัมฤทธฺ์และตัวเลขชี้วัดคุณภาพของประเทศชั้นนำ และพื้นที่นวัตกรรมเป้นคำตอบได้อยู่แล้ว แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ พรรคการเมืองและว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากพรรคใด จะ “เปลี่ยนเจตจำนงทางการเมือง ให้เป็นการปฏิบัติจริง ได้สำเร็จ” ภาคีการศึกษาไทยและองค์กรเครือข่ายด้านการศึกษา ได้รวบรวมรายงาน งานวิจัย การถอดบทเรียนจากหน้างานจริง มาเป็น 5 ข้อเสนอนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาจะสำเร็จเห็นผลได้ต้องเริ่มอย่างไร และต้องสร้างเงื่อนไขจำเป็นอะไรบ้าง
5 ข้อเสนอนโยบายเร่งด่วน สู่รัฐบาลใหม่
เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นจริง ภาคีเพื่อการศึกษาไทยขอเสนอ 5 นโยบายเร่งด่วน สำหรับรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชุดใหม่:

- ประกาศเจตนารมณ์การปรับเป้าหมายการจัดการศึกษาใหม่ให้ทันความท้าทายของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาฐานสมรรถนะ
รัฐบาลควรประกาศวาระเร่งด่วนในการปรับเป้าหมายการศึกษาไปสู่การศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education) อย่างเต็มรูปแบบ มีการประเมินผลเพื่อปรับปรุงอย่างเข้มข้น รวมทั้งการวางระบบกลไกทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางอย่างสม่ำเสมอ

- “การกระจายอำนาจทางการศึกษา” ให้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการปฏิรูปการศึกษาไทย
การกระจายอำนาจไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นเงื่อนไขของความอยู่รอดทางการศึกษา โดยลดโครงการจากกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกรองโครงการจากหน่วยงานอื่นให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น เพื่อให้พื้นที่และโรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการ ศึกษาอย่างเต็มที่ มุ่งเน้นการสร้างขีดความสามารถและปรับปรุงคุณภาพ สถานศึกษาตามมาตรฐานเป้าหมายการศึกษาฐาน สมรรถนะ

- ขยายผลบทเรียนความสำเร็จสู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ
รัฐมนตรีฯ ควรประกาศให้โรงเรียนขั้นพื้นฐานสามารถ เลือกและปรับใช้หลักสูตรสถานศึกษาได้อย่างอิสระ โดยประกาศต่อสังคมและสื่อสารภายในกระทรวงศึกษาธิการอย่างชัดเจน รวมทั้งปรับระบบการรายงานผล (ปพ.) ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับเป้าหมายหลักสูตรของแต่ละโรงเรียน

- เสริมพลังพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้เป็นสนามทดสอบการกระจายอำนาจได้จริง
รัฐมนตรีฯ ควรสนับสนุนการกระจายอำนาจให้เกิดการทดลองระบบการศึกษาใหม่ ๆ ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 3 ด้าน ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาอยู่แล้ว เพื่อนำบทเรียนมาใช้ขยายผลสู่ระบบปกติในอนาคต
- ทดลองระบบการบริหารจัดการครูและบุคลากรด้านการศึกษาให้ตอบโจทย์ การศึกษาฐานสมรรถนะและความต้องการของโรงเรียน โดยรัฐมนตรีฯ ควรใช้บทบาทประธาน ก.ค.ศ. เป็นโอกาสในการแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้แต่ละจังหวัดทดลอง ออกแบบเกณฑ์การคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย ประเมินเงินเดือนและวิทยฐานะให้ตรงกับบริบท และความต้องการของพื้นที่
- ทดลองระบบการประเมินคุณภาพภายนอกแบบใหม่ที่ใช้วิธีประเมินความเสี่ยงและมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพโรงเรียนที่มีความเสี่ยงสูง โดยรัฐมนตรีฯ ควรเสริมศักยภาพและสร้างความมั่นใจให้บุคลากรในพื้นที่ประเมินสมรรถนะผู้เรียนในโรงเรียนนำร่องได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของโรงเรียน รวมทั้งสนับสนุนให้พื้นที่พัฒนาวิธีการปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนที่มีความเสี่ยง
- ทดลองรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ โดยรัฐมนตรีฯ ควรประสานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เช่น มหาดไทย และอุดมศึกษาฯ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สามารถใช้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นเครื่องมือในการบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

- ส่งเสริมให้องค์กรนอกภาคการศึกษาเข้ามาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง
รัฐมนตรีฯ ควรเปิดให้คณะกรรมการระดับต่าง ๆ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและการจัดการภัยพิบัติ รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย กำกับติดตาม และประเมินผลการบริหารงานอย่างแท้จริง ผ่านเครื่องมือประชาธิปไตยในโรงเรียน เช่น การจัดทำธรรมนูญโรงเรียน การทำประชาพิจารณ์ และการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
ภาคีเพื่อการศึกษาไทยและเครือข่ายภาคสังคม พร้อมเป็นพันธมิตรทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างที่เป็นอุปสรรค ให้กลายเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อให้เด็กไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม
| ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership: TEP) ภาคีเพื่อการศึกษาไทยที่เป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคเอกชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ มุ่งมั่นปฏิรูปการศึกษาไทย ด้วยความเชื่อมั่นว่าการผสานพลังของภาคีด้านการศึกษาและการสื่อสารจะทำให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงพลังและความสามารถของทุกภาคส่วนในการร่วมจัดการศึกษา และจะส่งผลให้ “การขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน” สัมฤทธิ์ผลและกระตุ้นให้เกิด “การขับเคลื่อนจากบนลงล่าง” ที่สอดคล้องกันได้ในที่สุด การขับเคลื่อนร่วมกันในทุกระดับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เกิดการสานพลังในหลายพื้นที่ เกิดศักยภาพและแนวทางการทำงานใหม่ ๆ ให้สอดรับกับสถานการณ์ใหม่ของโลกและพื้นที่ และสนับสนุนการกระจายอำนาจทางการศึกษาผ่านกลไกต่างๆ Website: https://tepforum.org Facebook: https://web.facebook.com/TEPThaiEDU Email: [email protected] |
